• หน้าหลัก
  • ร้านค้า
  • เข้าสู่ระบบเรียนออนไลน์
  • หลักสูตรอบรม
  • เกี่ยวกับเรา
  • เงื่อนไขและนโยบายข้อมูลส่วนบุคลล (PDPA)
เกษตรสัญจร - Kasetsanjorn
ADVERTISEMENT
  • หน้าหลัก
  • ข่าวเกษตร
  • บทความ
    • เกษตรเคล็ดลับ
    • สมาร์ทฟาร์ม
    • เกษตรกูรู
    • พืชเศรษฐกิจใหม่
    • เกษตรกรหญิง
  • ร้านค้า
  • หลักสูตรอบรม
  • เข้าสู่ระบบเรียนออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • Contact Us
    • เงื่อนไขและนโยบายข้อมูลส่วนบุคลล (PDPA)
No Result
View All Result
  • หน้าหลัก
  • ข่าวเกษตร
  • บทความ
    • เกษตรเคล็ดลับ
    • สมาร์ทฟาร์ม
    • เกษตรกูรู
    • พืชเศรษฐกิจใหม่
    • เกษตรกรหญิง
  • ร้านค้า
  • หลักสูตรอบรม
  • เข้าสู่ระบบเรียนออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • Contact Us
    • เงื่อนไขและนโยบายข้อมูลส่วนบุคลล (PDPA)
No Result
View All Result
เกษตรสัญจร
No Result
View All Result
Home บทความ

เลือกเครื่องจักรกลการเกษตรอย่างไรให้คุ้มค่า? ทุ่นแรงได้จริง

เกษตรสัญจรออนไลน์ by เกษตรสัญจรออนไลน์
มิถุนายน 21, 2026
in บทความ, สมาร์มฟาร์ม, เกษตรกูรู
0
เลือกเครื่องจักรกลการเกษตรอย่างไรให้คุ้มค่า? ทุ่นแรงได้จริง
0
SHARES
6
VIEWS
Share on FacebookShare on TwitterShare on LINE
ADVERTISEMENT

 

เปิดวิสัยทัศน์ “คุณโอฬาร Hinota” ผู้พลิกโฉมเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็กของไทย 

 

ในยุคที่ภาคการเกษตรของประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน ทั้งมาตรการคุมเข้มและนโยบายห้ามเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดปัญหามลพิษ PM 2.5 ปัญหาแรงงานภาคเกษตรที่ขาดแคลนและค่าแรงที่สูงขึ้น ไปจนถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของเกษตรกรไทยอย่างเต็มรูปแบบ คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของคนทำเกษตรยุคนี้คือ เมื่อไม่ให้เผา แล้วจะให้จัดการอย่างไร? และในฐานะเกษตรกรรายย่อย จะเลือกใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรอย่างไรให้ตอบโจทย์ คุ้มทุนไว โดยไม่ต้องแบกรับหนี้ก้อนโต?

เกษตรสัญจร ได้ร่วมพูดคุยเจาะลึกกับ คุณโอฬาร จาก Hinota (ฮิโนต้า) ผู้ผลิตและพัฒนาเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็กของไทยที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี (ซึ่งเป็นที่รู้จักและคุ้นเคยกันดีในนามโรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซลคุณภาพ “สิงห์คะนองนา”) มาร่วมแบ่งปัน Solution พลิกโฉมการทำเกษตรไทยด้วยแนวคิด “เกษตรประณีต” ที่นำเครื่องมือขนาดเล็กเข้ามาทุ่นแรง สร้างกำไร และช่วยให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

 

 

ปลดล็อกวิกฤต “ห้ามเผา” พลิกเศษวัสดุในแปลงสู่ปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดี

 

คุณโอฬารได้วิเคราะห์ให้ฟังว่า ปัญหาการเผาในภาคการเกษตรของไทยส่วนใหญ่หมุนเวียนอยู่กับ 3 พืชหลัก ได้แก่ ข้าว อ้อย และข้าวโพด ซึ่งแต่ละพืชมีบริบทและเศษวัสดุเหลือทิ้งที่แตกต่างกัน แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็กสามารถเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญในการจัดการทดแทนการจุดไฟเผาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

1. นาข้าว 

ในอดีตเกษตรกรจุดเผาฟางข้าวเพื่อเคลียร์พื้นที่ แต่ปัจจุบันเรามีเครื่องอัดฟางที่เข้ามาเก็บฟางออกไปขายหรือใช้ประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ยังหลงเหลืออยู่คือ “ตอซังข้าว” ที่ฝังรากลึก ซึ่งเป็นสาเหตุให้ยังเกิดการลักลอบเผาอยู่บ่อยครั้ง ปัจจุบันเทคโนโลยีรถพรวนดินขนาดเล็กสามารถเข้าไปสับตอซังและไถกลบลงดินได้ทันที ช่วยลดการเผาและเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้ดิน

 

2. ไร่อ้อย

บริบทของไร่อ้อยน่าสนใจมาก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาภาครัฐรณรงค์เรื่องการตัดอ้อยสดและใช้รถตัดอ้อยขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาแรงงาน แต่สิ่งที่ตามมาหลังรถตัดอ้อยวิ่งผ่านคือ “ใบอ้อย” จำนวนมหาศาลที่กองหนาทับถมกันบนพื้นดินหนาเกือบ 10 เซนติเมตร หากเกษตรกรปล่อยทิ้งไว้ก็มักจะลงเอยด้วยการเผา หรือหากจะใช้รถแทรกเตอร์คันใหญ่มาไถกลบ ก็จะทำให้หน้าดินพลิกและไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้เครื่องจักรอื่นๆ เข้าทำงานในขั้นตอนต่อไปได้ยาก
ทาง Hinota จึงได้พัฒนาแนวทางแก้ไขด้วยการใช้เครื่องจักรขนาดเล็กเข้าไป “สับใบอ้อยคาแปลง” ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือใบอ้อยยาวๆ จะถูกสับจนละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อยเหมือนเศษหญ้ากระจายตัวคลุมหน้าดินอย่างเรียบร้อย การทำเช่นนี้ให้ประโยชน์ถึง 3 ต่อ คือ หนึ่ง ช่วยรักษาความชื้นในดินไม่ให้ระเหยหายไป สอง คลุมหน้าแปลงเรียบเนียนทำให้วัชพืชไม่สามารถงอกขึ้นมาแย่งอาหารได้ จึงลดการใช้สารเคมีกำจัดหญ้า และสาม เมื่อเศษใบอ้อยละเอียดเหล่านี้ย่อยสลาย มันจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นเลิศ คืนธาตุอาหาร (โดยเฉพาะไนโตรเจน) กลับสู่ดิน ซึ่งจากการทดลองพบว่าสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในรอบถัดไปได้สูงถึง 15%

 

3. ไร่ข้าวโพด

ปัญหาต้นและซังข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยวเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ปัจจุบัน Hinota กำลังร่วมมือและลงพื้นที่ทดสอบการใช้เครื่องจักรขนาดเล็กเข้าไปสับย่อยต้นข้าวโพดให้แหลกละเอียดย่อยสลายลงสู่ดิน ซึ่งให้ผลลัพธ์ในการปรับปรุงโครงสร้างดินและบำรุงดินในลักษณะเดียวกับการจัดการใบอ้อย

 

 

กรณีศึกษา “ตาเที่ยง” เปลี่ยนความคิด พึ่งพาตัวเอง สร้างโอกาสและกำหนดอนาคตได้ด้วยมือเราเอง

 

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถพัฒนาผลผลิตได้อย่างเต็มที่ คือการต้องพึ่งพาแรงงานภายนอกหรือบริการรับจ้าง โดยเฉพาะการจองคิวรถไถขนาดใหญ่เพื่อเตรียมดิน ซึ่งมักประสบปัญหาคิวเต็ม คิวเลื่อน หรือรถไม่มาตามนัด ทำให้เกษตรกรเสียโอกาสและไม่สามารถควบคุมฤดูกาลปลูกพืชของตัวเองได้ คุณโอฬารได้แชร์กรณีศึกษาที่น่าประทับใจของ ตาเที่ยง เกษตรกรสูงวัยอายุเกือบ 70 ปี ผู้ทำฝันปลูกเมลอน

ในตอนแรก ตาเที่ยงเห็นรถพรวนดินคันเล็กๆ ก็เกิดความคลางแคลงใจตามประสาเกษตรกรยุคเก่าที่เชื่อว่าต้องใช้เครื่องจักรคันใหญ่ยักษ์เท่านั้นจึงจะไถดินได้สำเร็จ แต่เมื่อทีมงานได้นำรถพรวนดินขนาดเล็กเข้าไปทดลองทำงานให้เห็นกับตา ปรากฏว่าผลลัพธ์เหนือความคาดหมาย รถเล็กสามารถพรวนดินได้ละเอียดและประณีตกว่ารถไถใหญ่มาก จากเดิมที่ดินของตาเที่ยงค่อนข้างแข็ง เมื่อใช้รถใหญ่ไถดินจะหลุดออกมาเป็นก้อนกลมขนาดเท่าลูกกอล์ฟหรือลูกเทนนิส แต่รถพรวนดินขนาดเล็กสามารถปั่นดินจนกลายเป็นดินร่วนซุยได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งสามารถเปลี่ยนหัวเครื่องมือเพื่อยกร่องแปลงสำหรับปลูกเมลอนได้เสร็จสรรพในขั้นตอนเดียว

คุณโอฬารเล่าว่า ภาพที่น่าประทับใจที่สุดคือการได้เห็นตาเที่ยงยืนมองแปลงดินที่ร่วนซุยสวยงามแล้วยิ้มออกมา พร้อมกับวางแผนในหัวทันทีว่า “ตรงนี้จะปลูกอันนี้ ตรงนั้นจะลงอันนั้น” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เครื่องจักรขนาดเล็กไม่ได้เพียงแค่มาช่วยทุ่นแรงกาย แต่มาช่วย “มอบอิสรภาพและโอกาสในการทำเกษตร” ให้แก่เขา ทำให้เขารู้สึกว่าสามารถกำหนดชะตาชีวิต วางแผนการเพาะปลูก และพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากใครอีกต่อไป

 

 

เปิดสูตรคำนวณความคุ้มค่า ลงทุนหลักหมื่น พลิกเซฟต้นทุนหลักแสน

 

สำหรับเกษตรกรที่ยังกังวลเรื่องเม็ดเงินลงทุนและกลัวว่าการซื้อเครื่องจักรจะทำให้เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว คุณโอฬารได้ให้แนวคิดและสูตรคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ โดยยกตัวอย่างจากรถพรวนดินขนาดเล็กที่มีราคาตัวเครื่องอยู่ที่ประมาณ 39,900 บาท หรือตีตัวเลขกลมๆ ที่ 40,000 บาท นำมาเปรียบเทียบกับต้นทุนแฝงที่เกษตรกรต้องจ่ายในแต่ละปี ดังนี้ 

 

1. คิดจากค่าจ้างไถดินดั้งเดิม

หากเกษตรกรมีพื้นที่ทำกินประมาณ 10 ไร่ อัตราค่าจ้างรถไถขนาดใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละ 500 บาท ต่อการไถ 1 ครั้ง เท่ากับต้องจ่ายเงิน 5,000 บาท หากในหนึ่งปีมีการปลูกพืช 2 รอบ ต้นทุนส่วนนี้จะอยู่ที่ 10,000 บาท

 

2. คิดจากค่าแรงกำจัดวัชพืช

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ค่าแรงคนทำรุ่นหรือถากหญ้า ซึ่งในความเป็นจริงมีราคาแพงและหายากกว่าค่าไถดินเสียอีก แต่รถพรวนดินขนาดเล็กสามารถเปลี่ยนหัวเป็นเครื่องกำจัดวัชพืชวิ่งตามร่องแปลงได้ หากคำนวณว่าในแต่ละปีต้องจ้างคนมาดายหญ้าเป็นเงินอีกราวๆ 10,000 บาท

 

3. สรุปตัวเลขที่ประหยัดได้ 

เพียงแค่ลดค่าจ้างไถและค่าแรงกำจัดวัชพืช เกษตรกรจะสามารถประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้ถึงปีละ 20,000 บาท นั่นหมายความว่า ลงทุนซื้อเครื่องจักรราคา 40,000 บาท เพียงแค่ 2 ปีก็สามารถคืนทุนได้ทั้งหมด หลังจากนั้นเครื่องจักรตัวนี้จะกลายเป็นเครื่องมือทำกำไรให้เปล่าทันที

 

นอกจากนี้ การมีเครื่องจักรเป็นของตัวเองยังช่วยให้เกิดการทำ “เกษตรประณีต” การเตรียมดินที่ดีช่วยให้รากพืชสามารถชอนไชหาอาหารได้ลึกและกว้างขึ้น ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตแข็งแรง ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณที่สูงขึ้น (เช่น เมลอนของตาเที่ยง บนพื้นที่ 2 ไร่ สามารถทำรายได้สูงถึง 200,000 บาท จากการขายผลผลิตคุณภาพราคาลูกละ 50 – 200 บาท) ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรยังสามารถนำเครื่องจักรขนาดเล็กนี้ไป “รับจ้างไถหรือพรวนดินในชุมชน” โดยคิดค่าบริการไร่ละ 500 – 700 บาท ตามสภาพพื้นที่ กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้เสริมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

 

 

เจาะลึก 3 นวัตกรรมเครื่องจักรกลเกษตร ไซส์เล็ก ใจใหญ่ จาก Hinota

เครื่องจักรกลของ Hinota ทุกรุ่นผ่านกระบวนการวิจัย พัฒนา และทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะวางจำหน่ายจริง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถสู้กับสภาพหน้างานที่โหดร้ายของเมืองไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นดินเหนียวแข็งตึบ ดินทราย หรือพื้นที่ปนหินปนรากไม้ นอกจากนี้ยังออกแบบโครงสร้างกลไกให้ซ่อมบำรุงง่าย ไม่ซับซ้อน ช่างในชุมชนหรือตัวเกษตรกรเองก็สามารถดูแลรักษาเบื้องต้นได้ โดยมี 3 ผลิตภัณฑ์เด่นที่เป็น Product Champion ได้แก่

 

1.”เจ้าช้างน้อย” (รถพรวนดินอเนกประสงค์ขนาดเล็ก) 

พระเอกตลอดกาลของแบรนด์ เป็นรถพรวนดินขนาดกะทัดรัดแต่ลุยงานหนักได้ยอดเยี่ยม ครอบคลุมงานเตรียมดินทั้งหมด ตั้งแต่ปั่นดินให้ร่วนซุย ยกร่องขึ้นแปลง และวิ่งทำรุ่นกำจัดวัชพืชตามร่อง เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชผักสวนครัว พริก กระเทียม มันสำเพ็ง หรือไม้ดอกดาวเรือง คันเดียวครบจบทุกกระบวนการ

 

2.”เจ้าจอมเขมือบ” (เครื่องสับย่อยกิ่งไม้และวัสดุการเกษตร)

เครื่องมือตอบโจทย์เทรนด์ Zero Burn หรือการหยุดเผา เกษตรกรสามารถนำเศษกิ่งไม้ ทางมะพร้าว ซังข้าวโพด หรือเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นาทั้งหมดใส่เข้าเครื่องนี้ ระบบจะสับย่อยออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปทำปุ๋ยหมักหรือโปรยคลุมดินเพื่อเพิ่มสารอาหารให้แก่โลกสีเขียวได้ทันที

 

3.”กระต่ายน้อย” (รถสับใบอ้อยและตัดหญ้าคาแปลง)

นวัตกรรมน้องใหม่มาแรงที่กำลังสร้างชื่อในโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกอ้อยร่วมกับจังหวัดกาฬสินธุ์ ออกแบบมาเพื่อเกษตรกรชาวไร่อ้อยรายย่อยโดยเฉพาะ โดยทำหน้าที่วิ่งเข้าไปสับย่อยใบอ้อยที่หนาทึบหลังการเก็บเกี่ยวให้แหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กคล้ายเศษหญ้า ช่วยให้เกษตรกรสามารถไถกลบหน้าดินเพื่อเตรียมปลูกอ้อยตอในรอบต่อไปได้ง่ายดายโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟเผาอีกต่อไป

 

 

ถอดรหัสคำถามยอดฮิต เทคนิคและข้อควรระวังสำหรับเกษตรกรมือใหม่

1. ทำเกษตรคนเดียว 10 ไร่ จะไหวจริงหรือ?

คำตอบคือ ไหวแน่นอน หากเราเลือกเปลี่ยนจากการใช้แรงงานคนมาใช้เครื่องจักรทุ่นแรงที่เหมาะสม อย่างรถพรวนดินช้างน้อยที่ช่วยทำแทนคนได้แทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ไถ พรวน ยกร่อง ไปจนถึงดายหญ้า ช่วยประหยัดเวลาและพลังงานไปได้มหาศาล

 

2. ทำไมในยุคนี้ เครื่องจักรเกษตรขนาดเล็กยังควรเลือกระบบน้ำมัน มากกว่า ระบบไฟฟ้า?

คุณโอฬารเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า ทาง Hinota เคยพัฒนาตัว Prototype รถพรวนดินไฟฟ้าสำเร็จมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ในเชิงพาณิชย์และการใช้งานจริงยังคงมีข้อจำกัดสูง ได้แก่ ต้นทุนระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่ยังแพงมาก, ระยะเวลาการทำงานต่อเนื่องที่ทำได้เพียงประมาณ 1 ชั่วโมงต่อการชาร์จ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการทำงานในไร่นาอันกว้างไกล และหากต้องการเพิ่มชั่วโมงทำงานก็ต้องขยายขนาดแบตเตอรี่ ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเครื่องมีน้ำหนักมากเกินไปจนสูญเสียความคล่องตัว ดังนั้นในนาทีนี้ ระบบน้ำมันจึงยังคงเสถียร คุ้มค่า และเหมาะสมกับหน้างานเกษตรที่สุด

 

3. ข้อได้เปรียบที่รถเล็กชนะรถใหญ่? 

 ข้อได้เปรียบที่รถเล็กชนะรถใหญ่? คือเรื่องการเข้าถึงหน้างาน รถขนาดเล็กสามารถซอกซอนเข้าไปทำงานในพื้นที่แคบ แปลงผักในมุ้ง หรือในสวนผลไม้ที่มีต้นไม้ใหญ่ปลูกชิดติดกันได้อย่างคล่องตัว มีความปลอดภัยสูง และด้วยน้ำหนักที่พอดี ทำให้ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้สูงอายุ หรือแม้แต่เด็กโต ก็สามารถเรียนรู้วิธีบังคับควบคุมได้อย่างปลอดภัยและไม่เหนื่อยแรง

 

4. มือใหม่ที่อยากเริ่มใช้เครื่องจักร สิ่งแรกที่ต้องระวังคืออะไร? 

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าดูแค่ป้ายราคา แต่ต้องเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลหน้างานของตัวเองให้ถ่องแท้ก่อน ว่าสภาพดินเป็นอย่างไร พืชที่ปลูกคืออะไร และต้องการเครื่องมือไปช่วยในขั้นตอนไหนมากที่สุด เช่น เน้นเตรียมดิน หรือเน้นกำจัดวัชพืช เพื่อที่จะได้เลือกประเภทเครื่องจักรและหัวเครื่องมือให้แมตช์กับหน้างานได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าเงินที่สุด

 

 

บทสรุป ก้าวข้ามจาก “คนใช้แรงงาน” สู่ “ผู้จัดการฟาร์ม” ยุคใหม่

คุณโอฬารฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า “หากวันพรุ่งนี้โลกเราไม่มีเครื่องจักรกลการเกษตร โลกก็คงดำเนินต่อไปได้ แต่มันจะขับเคลื่อนไปอย่างช้าลงอย่างมาก” เพราะทุกคนต้องถอยหลังกลับไปพึ่งพากำลังกล้ามเนื้อและแรงงานคน ในขณะที่ความจริงอันน่ากังวลคือ อายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จากเมื่อสิบปีก่อนเฉลี่ยที่อายุ 50 ปี วันนี้ขยับขึ้นมาเป็น 60 ปี และในอีกสิบปีข้างหน้าอาจแตะถึง 70 ปี

การเปิดใจยอมรับและเรียนรู้ที่จะนำ เครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็ก เข้ามาเป็นอาวุธคู่กาย จึงไม่ใช่เพียงแค่การซื้อเครื่องมือมาทุ่นแรง แต่คือการยกระดับตัวเกษตรกรเองให้ก้าวข้ามจากการเป็น “คนใช้แรงงาน” ไปสู่บทบาทของ “ผู้จัดการฟาร์ม (Farm Manager)” ที่บริหารจัดการเวลา ต้นทุน และทรัพยากรได้อย่างมีกลยุทธ์ เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรมในระยะยาว

 

สนใจปรึกษาข้อมูลเทคนิคหรือทดลองใช้งานเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็ก ติดต่อ Hinota Thailand:

  • สายด่วนให้คำปรึกษา: 089-900-7799
  • ช่องทางออนไลน์ Facebook : Hinota Thailand – รถพรวนดิน เครื่องย่อยกิ่งไม้ เครื่องตัดหญ้า ปั้มเบนซิน 

 

 

 

ภาพประกอบจาก : Facebook Hinota Thailand – รถพรวนดิน เครื่องย่อยกิ่งไม้ เครื่องตัดหญ้า ปั๊มเบนซิน 

……………………………………… 

เกษตรสัญจร สื่อเกษตรยุคใหม่ แหล่งข้อมูลสาระที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง 

รวมเรื่องเด็ด เกษตรกูรู ศูนย์รวมความรู้และเทคนิคการทำเกษตร 

ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ : 

𝗙𝗮𝗰𝗲𝗯𝗼𝗼𝗸: เกษตรสัญจร

𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲: youtube.com/c/Kasetsanjorn

𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸: tiktok.com/@kasetsanjorn

𝗦𝗵𝗼𝗽𝗲𝗲: shopee.co.th/kasetsanjorn

𝗟𝗜𝗡𝗘 𝗢𝗳𝗳𝗶𝗰𝗶𝗮𝗹: @kasetsanjorn

𝗕𝗹𝗼𝗰𝗸𝗱𝗶𝘁: blockdit.com/kasetsanjorn/

𝗧𝘄𝗶𝘁𝘁𝗲𝗿: twitter.com/kasetsanjorn/ 

𝗪𝗲𝗯𝘀𝗶𝘁𝗲:  kasetsanjorn.com

  • FacebookFacebook
  • XTwitter
  • LINELine
Tags: HinotaThailandรถพรวนดินช้างน้อยฮิโนต้าเครื่องจักรกลการเกษตรเครื่องมือการเกษตร
เกษตรสัญจรออนไลน์

เกษตรสัญจรออนไลน์

Related Posts

ยาราเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์  “ไบโอโลจิคัล” พร้อมพิสูจน์ผลลัพธ์จริงในแปลงเกษตร 5 ภาคทั่วไทย

ยาราเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์  “ไบโอโลจิคัล” พร้อมพิสูจน์ผลลัพธ์จริงในแปลงเกษตร 5 ภาคทั่วไทย

มิถุนายน 17, 2026
จุลินทรีย์ในดินช่วยปรับปรุงคุณภาพดินได้อย่างไร

จุลินทรีย์ในดินช่วยปรับปรุงคุณภาพดินได้อย่างไร

มิถุนายน 17, 2026
ทำไม “ปลูกพืช” ซ้ำที่เดิม ผลผลิตถึงลดลง?

ทำไม “ปลูกพืช” ซ้ำที่เดิม ผลผลิตถึงลดลง?

มิถุนายน 17, 2026
พลิกวิกฤตน้ำเค็ม! สวนทุเรียน BB เทคนิค “ปลูกพืชพี่เลี้ยง” สู้ความเค็มฉบับเกษตรผสมผสาน

พลิกวิกฤตน้ำเค็ม! สวนทุเรียน BB เทคนิค “ปลูกพืชพี่เลี้ยง” สู้ความเค็มฉบับเกษตรผสมผสาน

มิถุนายน 14, 2026
ถั่วลายเสือ “เสือกาฬสินธุ์ 2” พืชสร้างตัวคืนถิ่น โมเดลเกษตรยั่งยืนพลิกชีวิตชุมชน

ถั่วลายเสือ “เสือกาฬสินธุ์ 2” พืชสร้างตัวคืนถิ่น โมเดลเกษตรยั่งยืนพลิกชีวิตชุมชน

มิถุนายน 7, 2026
“ดินเป็นกรด”  รีบปรับก่อนสาย ทุเรียนโทรมไม่รู้ตัว 

“ดินเป็นกรด” รีบปรับก่อนสาย ทุเรียนโทรมไม่รู้ตัว 

มิถุนายน 3, 2026

Browse by Category

  • advertorial
  • ข่าวเกษตร
  • บทความ
  • พืชเศษรฐกิจใหม่
  • ยังสามารถ
  • สมาร์มฟาร์ม
  • หลักสูตรอบรม
  • เกษตรกรหญิง
  • เกษตรกูรู
  • เกษตรสัญจรคลิป
  • เกษตรเคล็ดลับ
CLICK TO VERIFY: This site uses a GlobalSign SSL Certificate to secure your personal information.
Facebook Twitter Youtube Line

© 2022 เกษตรสัญจร

Welcome Back!

OR

Login to your account below

Forgotten Password? Sign Up

Create New Account!

OR

Fill the forms below to register

All fields are required. Log In

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In

Add New Playlist

No Result
View All Result
  • หน้าหลัก
  • ร้านค้า
  • เข้าสู่ระบบเรียนออนไลน์
  • หลักสูตรอบรม
  • เกี่ยวกับเรา
  • เงื่อนไขและนโยบายข้อมูลส่วนบุคลล (PDPA)

© 2022 เกษตรสัญจร


Warning: Attempt to read property "user_url" on bool in /home/zdfcszwp/public_html/kasetsanjorn.com/wp-content/plugins/wp-seo-structured-data-schema-pro/lib/functions/KcSeoOptions.php on line 7