เปิดวิสัยทัศน์ “คุณโอฬาร Hinota” ผู้พลิกโฉมเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็กของไทย


ในยุคที่ภาคการเกษตรของประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน ทั้งมาตรการคุมเข้มและนโยบายห้ามเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดปัญหามลพิษ PM 2.5 ปัญหาแรงงานภาคเกษตรที่ขาดแคลนและค่าแรงที่สูงขึ้น ไปจนถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของเกษตรกรไทยอย่างเต็มรูปแบบ คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของคนทำเกษตรยุคนี้คือ เมื่อไม่ให้เผา แล้วจะให้จัดการอย่างไร? และในฐานะเกษตรกรรายย่อย จะเลือกใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรอย่างไรให้ตอบโจทย์ คุ้มทุนไว โดยไม่ต้องแบกรับหนี้ก้อนโต?
เกษตรสัญจร ได้ร่วมพูดคุยเจาะลึกกับ คุณโอฬาร จาก Hinota (ฮิโนต้า) ผู้ผลิตและพัฒนาเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็กของไทยที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี (ซึ่งเป็นที่รู้จักและคุ้นเคยกันดีในนามโรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซลคุณภาพ “สิงห์คะนองนา”) มาร่วมแบ่งปัน Solution พลิกโฉมการทำเกษตรไทยด้วยแนวคิด “เกษตรประณีต” ที่นำเครื่องมือขนาดเล็กเข้ามาทุ่นแรง สร้างกำไร และช่วยให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
ปลดล็อกวิกฤต “ห้ามเผา” พลิกเศษวัสดุในแปลงสู่ปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดี


คุณโอฬารได้วิเคราะห์ให้ฟังว่า ปัญหาการเผาในภาคการเกษตรของไทยส่วนใหญ่หมุนเวียนอยู่กับ 3 พืชหลัก ได้แก่ ข้าว อ้อย และข้าวโพด ซึ่งแต่ละพืชมีบริบทและเศษวัสดุเหลือทิ้งที่แตกต่างกัน แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็กสามารถเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญในการจัดการทดแทนการจุดไฟเผาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. นาข้าว
ในอดีตเกษตรกรจุดเผาฟางข้าวเพื่อเคลียร์พื้นที่ แต่ปัจจุบันเรามีเครื่องอัดฟางที่เข้ามาเก็บฟางออกไปขายหรือใช้ประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ยังหลงเหลืออยู่คือ “ตอซังข้าว” ที่ฝังรากลึก ซึ่งเป็นสาเหตุให้ยังเกิดการลักลอบเผาอยู่บ่อยครั้ง ปัจจุบันเทคโนโลยีรถพรวนดินขนาดเล็กสามารถเข้าไปสับตอซังและไถกลบลงดินได้ทันที ช่วยลดการเผาและเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้ดิน
2. ไร่อ้อย
บริบทของไร่อ้อยน่าสนใจมาก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาภาครัฐรณรงค์เรื่องการตัดอ้อยสดและใช้รถตัดอ้อยขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาแรงงาน แต่สิ่งที่ตามมาหลังรถตัดอ้อยวิ่งผ่านคือ “ใบอ้อย” จำนวนมหาศาลที่กองหนาทับถมกันบนพื้นดินหนาเกือบ 10 เซนติเมตร หากเกษตรกรปล่อยทิ้งไว้ก็มักจะลงเอยด้วยการเผา หรือหากจะใช้รถแทรกเตอร์คันใหญ่มาไถกลบ ก็จะทำให้หน้าดินพลิกและไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้เครื่องจักรอื่นๆ เข้าทำงานในขั้นตอนต่อไปได้ยาก
ทาง Hinota จึงได้พัฒนาแนวทางแก้ไขด้วยการใช้เครื่องจักรขนาดเล็กเข้าไป “สับใบอ้อยคาแปลง” ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือใบอ้อยยาวๆ จะถูกสับจนละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อยเหมือนเศษหญ้ากระจายตัวคลุมหน้าดินอย่างเรียบร้อย การทำเช่นนี้ให้ประโยชน์ถึง 3 ต่อ คือ หนึ่ง ช่วยรักษาความชื้นในดินไม่ให้ระเหยหายไป สอง คลุมหน้าแปลงเรียบเนียนทำให้วัชพืชไม่สามารถงอกขึ้นมาแย่งอาหารได้ จึงลดการใช้สารเคมีกำจัดหญ้า และสาม เมื่อเศษใบอ้อยละเอียดเหล่านี้ย่อยสลาย มันจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นเลิศ คืนธาตุอาหาร (โดยเฉพาะไนโตรเจน) กลับสู่ดิน ซึ่งจากการทดลองพบว่าสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในรอบถัดไปได้สูงถึง 15%
3. ไร่ข้าวโพด
ปัญหาต้นและซังข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยวเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ปัจจุบัน Hinota กำลังร่วมมือและลงพื้นที่ทดสอบการใช้เครื่องจักรขนาดเล็กเข้าไปสับย่อยต้นข้าวโพดให้แหลกละเอียดย่อยสลายลงสู่ดิน ซึ่งให้ผลลัพธ์ในการปรับปรุงโครงสร้างดินและบำรุงดินในลักษณะเดียวกับการจัดการใบอ้อย
กรณีศึกษา “ตาเที่ยง” เปลี่ยนความคิด พึ่งพาตัวเอง สร้างโอกาสและกำหนดอนาคตได้ด้วยมือเราเอง


อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถพัฒนาผลผลิตได้อย่างเต็มที่ คือการต้องพึ่งพาแรงงานภายนอกหรือบริการรับจ้าง โดยเฉพาะการจองคิวรถไถขนาดใหญ่เพื่อเตรียมดิน ซึ่งมักประสบปัญหาคิวเต็ม คิวเลื่อน หรือรถไม่มาตามนัด ทำให้เกษตรกรเสียโอกาสและไม่สามารถควบคุมฤดูกาลปลูกพืชของตัวเองได้ คุณโอฬารได้แชร์กรณีศึกษาที่น่าประทับใจของ ตาเที่ยง เกษตรกรสูงวัยอายุเกือบ 70 ปี ผู้ทำฝันปลูกเมลอน
ในตอนแรก ตาเที่ยงเห็นรถพรวนดินคันเล็กๆ ก็เกิดความคลางแคลงใจตามประสาเกษตรกรยุคเก่าที่เชื่อว่าต้องใช้เครื่องจักรคันใหญ่ยักษ์เท่านั้นจึงจะไถดินได้สำเร็จ แต่เมื่อทีมงานได้นำรถพรวนดินขนาดเล็กเข้าไปทดลองทำงานให้เห็นกับตา ปรากฏว่าผลลัพธ์เหนือความคาดหมาย รถเล็กสามารถพรวนดินได้ละเอียดและประณีตกว่ารถไถใหญ่มาก จากเดิมที่ดินของตาเที่ยงค่อนข้างแข็ง เมื่อใช้รถใหญ่ไถดินจะหลุดออกมาเป็นก้อนกลมขนาดเท่าลูกกอล์ฟหรือลูกเทนนิส แต่รถพรวนดินขนาดเล็กสามารถปั่นดินจนกลายเป็นดินร่วนซุยได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งสามารถเปลี่ยนหัวเครื่องมือเพื่อยกร่องแปลงสำหรับปลูกเมลอนได้เสร็จสรรพในขั้นตอนเดียว
คุณโอฬารเล่าว่า ภาพที่น่าประทับใจที่สุดคือการได้เห็นตาเที่ยงยืนมองแปลงดินที่ร่วนซุยสวยงามแล้วยิ้มออกมา พร้อมกับวางแผนในหัวทันทีว่า “ตรงนี้จะปลูกอันนี้ ตรงนั้นจะลงอันนั้น” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เครื่องจักรขนาดเล็กไม่ได้เพียงแค่มาช่วยทุ่นแรงกาย แต่มาช่วย “มอบอิสรภาพและโอกาสในการทำเกษตร” ให้แก่เขา ทำให้เขารู้สึกว่าสามารถกำหนดชะตาชีวิต วางแผนการเพาะปลูก และพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากใครอีกต่อไป
เปิดสูตรคำนวณความคุ้มค่า ลงทุนหลักหมื่น พลิกเซฟต้นทุนหลักแสน


สำหรับเกษตรกรที่ยังกังวลเรื่องเม็ดเงินลงทุนและกลัวว่าการซื้อเครื่องจักรจะทำให้เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว คุณโอฬารได้ให้แนวคิดและสูตรคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ โดยยกตัวอย่างจากรถพรวนดินขนาดเล็กที่มีราคาตัวเครื่องอยู่ที่ประมาณ 39,900 บาท หรือตีตัวเลขกลมๆ ที่ 40,000 บาท นำมาเปรียบเทียบกับต้นทุนแฝงที่เกษตรกรต้องจ่ายในแต่ละปี ดังนี้
1. คิดจากค่าจ้างไถดินดั้งเดิม
หากเกษตรกรมีพื้นที่ทำกินประมาณ 10 ไร่ อัตราค่าจ้างรถไถขนาดใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละ 500 บาท ต่อการไถ 1 ครั้ง เท่ากับต้องจ่ายเงิน 5,000 บาท หากในหนึ่งปีมีการปลูกพืช 2 รอบ ต้นทุนส่วนนี้จะอยู่ที่ 10,000 บาท
2. คิดจากค่าแรงกำจัดวัชพืช
สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ค่าแรงคนทำรุ่นหรือถากหญ้า ซึ่งในความเป็นจริงมีราคาแพงและหายากกว่าค่าไถดินเสียอีก แต่รถพรวนดินขนาดเล็กสามารถเปลี่ยนหัวเป็นเครื่องกำจัดวัชพืชวิ่งตามร่องแปลงได้ หากคำนวณว่าในแต่ละปีต้องจ้างคนมาดายหญ้าเป็นเงินอีกราวๆ 10,000 บาท
3. สรุปตัวเลขที่ประหยัดได้
เพียงแค่ลดค่าจ้างไถและค่าแรงกำจัดวัชพืช เกษตรกรจะสามารถประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้ถึงปีละ 20,000 บาท นั่นหมายความว่า ลงทุนซื้อเครื่องจักรราคา 40,000 บาท เพียงแค่ 2 ปีก็สามารถคืนทุนได้ทั้งหมด หลังจากนั้นเครื่องจักรตัวนี้จะกลายเป็นเครื่องมือทำกำไรให้เปล่าทันที
นอกจากนี้ การมีเครื่องจักรเป็นของตัวเองยังช่วยให้เกิดการทำ “เกษตรประณีต” การเตรียมดินที่ดีช่วยให้รากพืชสามารถชอนไชหาอาหารได้ลึกและกว้างขึ้น ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตแข็งแรง ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณที่สูงขึ้น (เช่น เมลอนของตาเที่ยง บนพื้นที่ 2 ไร่ สามารถทำรายได้สูงถึง 200,000 บาท จากการขายผลผลิตคุณภาพราคาลูกละ 50 – 200 บาท) ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรยังสามารถนำเครื่องจักรขนาดเล็กนี้ไป “รับจ้างไถหรือพรวนดินในชุมชน” โดยคิดค่าบริการไร่ละ 500 – 700 บาท ตามสภาพพื้นที่ กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้เสริมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
เจาะลึก 3 นวัตกรรมเครื่องจักรกลเกษตร ไซส์เล็ก ใจใหญ่ จาก Hinota
เครื่องจักรกลของ Hinota ทุกรุ่นผ่านกระบวนการวิจัย พัฒนา และทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะวางจำหน่ายจริง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถสู้กับสภาพหน้างานที่โหดร้ายของเมืองไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นดินเหนียวแข็งตึบ ดินทราย หรือพื้นที่ปนหินปนรากไม้ นอกจากนี้ยังออกแบบโครงสร้างกลไกให้ซ่อมบำรุงง่าย ไม่ซับซ้อน ช่างในชุมชนหรือตัวเกษตรกรเองก็สามารถดูแลรักษาเบื้องต้นได้ โดยมี 3 ผลิตภัณฑ์เด่นที่เป็น Product Champion ได้แก่
1.”เจ้าช้างน้อย” (รถพรวนดินอเนกประสงค์ขนาดเล็ก)


พระเอกตลอดกาลของแบรนด์ เป็นรถพรวนดินขนาดกะทัดรัดแต่ลุยงานหนักได้ยอดเยี่ยม ครอบคลุมงานเตรียมดินทั้งหมด ตั้งแต่ปั่นดินให้ร่วนซุย ยกร่องขึ้นแปลง และวิ่งทำรุ่นกำจัดวัชพืชตามร่อง เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชผักสวนครัว พริก กระเทียม มันสำเพ็ง หรือไม้ดอกดาวเรือง คันเดียวครบจบทุกกระบวนการ
2.”เจ้าจอมเขมือบ” (เครื่องสับย่อยกิ่งไม้และวัสดุการเกษตร)


เครื่องมือตอบโจทย์เทรนด์ Zero Burn หรือการหยุดเผา เกษตรกรสามารถนำเศษกิ่งไม้ ทางมะพร้าว ซังข้าวโพด หรือเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นาทั้งหมดใส่เข้าเครื่องนี้ ระบบจะสับย่อยออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปทำปุ๋ยหมักหรือโปรยคลุมดินเพื่อเพิ่มสารอาหารให้แก่โลกสีเขียวได้ทันที
3.”กระต่ายน้อย” (รถสับใบอ้อยและตัดหญ้าคาแปลง)


นวัตกรรมน้องใหม่มาแรงที่กำลังสร้างชื่อในโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกอ้อยร่วมกับจังหวัดกาฬสินธุ์ ออกแบบมาเพื่อเกษตรกรชาวไร่อ้อยรายย่อยโดยเฉพาะ โดยทำหน้าที่วิ่งเข้าไปสับย่อยใบอ้อยที่หนาทึบหลังการเก็บเกี่ยวให้แหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กคล้ายเศษหญ้า ช่วยให้เกษตรกรสามารถไถกลบหน้าดินเพื่อเตรียมปลูกอ้อยตอในรอบต่อไปได้ง่ายดายโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟเผาอีกต่อไป
ถอดรหัสคำถามยอดฮิต เทคนิคและข้อควรระวังสำหรับเกษตรกรมือใหม่


1. ทำเกษตรคนเดียว 10 ไร่ จะไหวจริงหรือ?

คำตอบคือ ไหวแน่นอน หากเราเลือกเปลี่ยนจากการใช้แรงงานคนมาใช้เครื่องจักรทุ่นแรงที่เหมาะสม อย่างรถพรวนดินช้างน้อยที่ช่วยทำแทนคนได้แทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ไถ พรวน ยกร่อง ไปจนถึงดายหญ้า ช่วยประหยัดเวลาและพลังงานไปได้มหาศาล
2. ทำไมในยุคนี้ เครื่องจักรเกษตรขนาดเล็กยังควรเลือกระบบน้ำมัน มากกว่า ระบบไฟฟ้า?
คุณโอฬารเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า ทาง Hinota เคยพัฒนาตัว Prototype รถพรวนดินไฟฟ้าสำเร็จมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ในเชิงพาณิชย์และการใช้งานจริงยังคงมีข้อจำกัดสูง ได้แก่ ต้นทุนระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่ยังแพงมาก, ระยะเวลาการทำงานต่อเนื่องที่ทำได้เพียงประมาณ 1 ชั่วโมงต่อการชาร์จ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการทำงานในไร่นาอันกว้างไกล และหากต้องการเพิ่มชั่วโมงทำงานก็ต้องขยายขนาดแบตเตอรี่ ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเครื่องมีน้ำหนักมากเกินไปจนสูญเสียความคล่องตัว ดังนั้นในนาทีนี้ ระบบน้ำมันจึงยังคงเสถียร คุ้มค่า และเหมาะสมกับหน้างานเกษตรที่สุด
3. ข้อได้เปรียบที่รถเล็กชนะรถใหญ่?
ข้อได้เปรียบที่รถเล็กชนะรถใหญ่? คือเรื่องการเข้าถึงหน้างาน รถขนาดเล็กสามารถซอกซอนเข้าไปทำงานในพื้นที่แคบ แปลงผักในมุ้ง หรือในสวนผลไม้ที่มีต้นไม้ใหญ่ปลูกชิดติดกันได้อย่างคล่องตัว มีความปลอดภัยสูง และด้วยน้ำหนักที่พอดี ทำให้ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้สูงอายุ หรือแม้แต่เด็กโต ก็สามารถเรียนรู้วิธีบังคับควบคุมได้อย่างปลอดภัยและไม่เหนื่อยแรง
4. มือใหม่ที่อยากเริ่มใช้เครื่องจักร สิ่งแรกที่ต้องระวังคืออะไร?
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าดูแค่ป้ายราคา แต่ต้องเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลหน้างานของตัวเองให้ถ่องแท้ก่อน ว่าสภาพดินเป็นอย่างไร พืชที่ปลูกคืออะไร และต้องการเครื่องมือไปช่วยในขั้นตอนไหนมากที่สุด เช่น เน้นเตรียมดิน หรือเน้นกำจัดวัชพืช เพื่อที่จะได้เลือกประเภทเครื่องจักรและหัวเครื่องมือให้แมตช์กับหน้างานได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าเงินที่สุด
บทสรุป ก้าวข้ามจาก “คนใช้แรงงาน” สู่ “ผู้จัดการฟาร์ม” ยุคใหม่


คุณโอฬารฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า “หากวันพรุ่งนี้โลกเราไม่มีเครื่องจักรกลการเกษตร โลกก็คงดำเนินต่อไปได้ แต่มันจะขับเคลื่อนไปอย่างช้าลงอย่างมาก” เพราะทุกคนต้องถอยหลังกลับไปพึ่งพากำลังกล้ามเนื้อและแรงงานคน ในขณะที่ความจริงอันน่ากังวลคือ อายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จากเมื่อสิบปีก่อนเฉลี่ยที่อายุ 50 ปี วันนี้ขยับขึ้นมาเป็น 60 ปี และในอีกสิบปีข้างหน้าอาจแตะถึง 70 ปี
การเปิดใจยอมรับและเรียนรู้ที่จะนำ เครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็ก เข้ามาเป็นอาวุธคู่กาย จึงไม่ใช่เพียงแค่การซื้อเครื่องมือมาทุ่นแรง แต่คือการยกระดับตัวเกษตรกรเองให้ก้าวข้ามจากการเป็น “คนใช้แรงงาน” ไปสู่บทบาทของ “ผู้จัดการฟาร์ม (Farm Manager)” ที่บริหารจัดการเวลา ต้นทุน และทรัพยากรได้อย่างมีกลยุทธ์ เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรมในระยะยาว
สนใจปรึกษาข้อมูลเทคนิคหรือทดลองใช้งานเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็ก ติดต่อ Hinota Thailand:
- สายด่วนให้คำปรึกษา: 089-900-7799
- ช่องทางออนไลน์ Facebook : Hinota Thailand – รถพรวนดิน เครื่องย่อยกิ่งไม้ เครื่องตัดหญ้า ปั้มเบนซิน
ภาพประกอบจาก : Facebook Hinota Thailand – รถพรวนดิน เครื่องย่อยกิ่งไม้ เครื่องตัดหญ้า ปั๊มเบนซิน
………………………………………
เกษตรสัญจร สื่อเกษตรยุคใหม่ แหล่งข้อมูลสาระที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
รวมเรื่องเด็ด เกษตรกูรู ศูนย์รวมความรู้และเทคนิคการทำเกษตร
ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ :
𝗙𝗮𝗰𝗲𝗯𝗼𝗼𝗸: เกษตรสัญจร
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲: youtube.com/c/Kasetsanjorn
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸: tiktok.com/@kasetsanjorn
𝗦𝗵𝗼𝗽𝗲𝗲: shopee.co.th/kasetsanjorn
𝗟𝗜𝗡𝗘 𝗢𝗳𝗳𝗶𝗰𝗶𝗮𝗹: @kasetsanjorn
𝗕𝗹𝗼𝗰𝗸𝗱𝗶𝘁: blockdit.com/kasetsanjorn/
𝗧𝘄𝗶𝘁𝘁𝗲𝗿: twitter.com/kasetsanjorn/
𝗪𝗲𝗯𝘀𝗶𝘁𝗲: kasetsanjorn.com






