การเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวิถีเกษตรกรรม เป็นความฝันที่คนรุ่นใหม่หลายคนพยายามทำให้เป็นจริง แต่สำหรับ “พี่จิ” เกษตรกรคนรุ่นใหม่แห่งบ้านกุดฆ้องชัย อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ การกลับบ้านครั้งนี้ไม่ได้จบลงแค่การสร้างความมั่นคงในพื้นที่ของตัวเอง แต่เธอยังหอบเอาความรู้ นวัตกรรม และหัวใจที่ต้องการพัฒนา กลับมาพลิกฟื้นผืนดินและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน จนเกิดเป็นเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนที่จับต้องได้จริงตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา
ถอดสูตรสำเร็จ เปลี่ยนใจชุมชนจาก “เคมี” สู่ “เกษตรปลอดภัย” ด้วยตัวเลขสุขภาพ


ในแวดวงเกษตรกรรม เป็นที่ทราบกันดีว่าการจะเปลี่ยนความคิดของเกษตรกรรุ่นใหญ่ที่ทำเคมีมาค่อนชีวิตให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรปลอดภัยนั้นเป็นเรื่องที่ยากที่สุด แต่พี่จิมีเทคนิคการบริหารจัดการชุมชนที่ชาญฉลาด โดยเลือกที่จะไม่พูดเรื่อง “กำไร-ขาดทุน” เป็นอย่างแรก แต่เลือกชูเรื่อง “สุขภาพ” เป็นตัวตั้ง
พี่จิได้ประสานงานกับทีม อสม. ในหมู่บ้าน จัดกิจกรรมเจาะเลือดตรวจหาสารเคมีตกค้างในร่างกายของชาวบ้านทุกคน เมื่อผลตรวจออกมาเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่าวิถีเกษตรเดิมกำลังทำร้ายตัวเองและครอบครัว ชาวบ้านจึงเริ่มเปิดใจ พี่กิจึงได้จัดตั้ง “ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลโคกสะอาด” ขึ้นมา เพื่อเดินหน้าผลิต “ชีวภัณฑ์” ทดแทนการใช้สารเคมีอย่างเป็นรูปธรรม


ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกแข็งแกร่งกว่า 50 ครัวเรือน มีระบบการจัดการแปลงที่ทันสมัยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ (Line) หากสมาชิกพบโรคพืชหรือแมลงระบาดในแปลง สามารถถ่ายภาพส่งเข้ามาในกลุ่ม เพื่อให้ศูนย์ฯ จัดชุดชีวภัณฑ์ที่ตรงกับโรคส่งกลับไปให้แก้วิกฤตได้ทันท่วงที โดยชีวภัณฑ์หลักๆ ที่ชุมชนร่วมกันผลิตประกอบด้วย
1. บิวเวอเรีย
พระเอกในการควบคุมและกำจัดกลุ่มแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว โดยมีความปลอดภัยสูงและไม่ทำลายแมลงเศรษฐกิจที่มีประโยชน์
2. ไตรโคเดอร์มา
เชื้อรารสดีที่ช่วยยับยั้งและป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า ทางศูนย์ฯ มีกำลังการผลิตสูงถึงเดือนละ 500 กิโลกรัม หรือครึ่งตันเลยทีเดียว
3. เมตาไรเซียม
ใช้สำหรับควบคุมแมลงในดิน โดยระบบของศูนย์ฯ จะวางแผนผลิตหมุนเวียนบิวเวอเรีย ไตรโคเดอร์มา และเมตาไรเซียม สลับกันไปในแต่ละเดือนเพื่อให้ครบลูปการดูแลพืชประจำท้องถิ่น
ถั่วเสือกาฬสินธุ์ 2 พืชทางเลือกใหม่ทดแทนนาปรัง ทางรอดที่บำรุงดินและสร้างรายได้


อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ ในอดีตเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรนิยมทำ “นาปรัง” กันเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อทำกันเยอะเกินไป ผลผลิตล้นตลาด ส่งผลให้ราคากระหน่ำลดลงจนขาดทุน ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจึงได้ทำการวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่และร่วมกันเลือก “ถั่วลิสง” มาเป็นพืชทางเลือกใหม่ เพราะนอกจากจะใช้น้ำน้อยและมีตลาดรองรับกว้างขวางแล้ว พืชตระกูลถั่วยังมีคุณสมบัติพิเศษในการตรึงไนโตรเจน ช่วยปรับปรุงและฟื้นฟูโครงสร้างดินที่เสื่อมโทรมจากสารเคมีให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
สายพันธุ์ถั่วที่ทางศูนย์ฯ เลือกสรรมาส่งเสริมให้สมาชิกปลูกมี 2 สายพันธุ์หลัก คือ
1. สายพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก.1 มีคุณสมบัติเด่นที่เหมาะสำหรับการแปรรูปเป็นถั่วคั่ว
2. สายพันธุ์เสือกาฬสินธุ์ 2 (หรือถั่วลายเสือ) พืชอัตลักษณ์เด่นที่ตั้งชื่อร่วมกับเกษตรจังหวัดเพื่อให้มีเอกลักษณ์และจดจำง่าย เป็นถั่วที่มีลวดลายสวยงาม รสชาติดี มีราคาสูง ซึ่งในปัจจุบันทางกลุ่มมุ่งเน้นไปที่การทำ “แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์” เพื่อกระจายสายพันธุ์บริสุทธิ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเครือข่ายเกษตรกร
เทคนิคการเก็บเกี่ยวถั่วลายเสือ


1. ระยะฝักสด (ถั่วต้ม)
จะเก็บเกี่ยวที่อายุประมาณ 90–100 วัน ซึ่งเป็นระยะที่เมล็ดมีความหวาน มัน เนื้อนุ่ม กำลังอร่อย
2. ระยะทำเมล็ดพันธุ์
จะทิ้งระยะเวลาให้อายุครบ 120 วัน เพื่อให้ฝักและเมล็ดแก่จัด มีความสมบูรณ์เต็มที่ พร้อมที่จะนำไปขยายพันธุ์ต่อโดยมีอัตราการงอกที่สูง
นวัตกรรม 2 ด้าน เครื่องจักรกลผ่อนแรงผู้สูงอายุ และ “ชันโรง” ดัชนีชี้วัดความปลอดภัย
เพื่อให้ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนขับเคลื่อนไปได้ พี่กิจึงได้ผสานเทคโนโลยีและธรรมชาติเข้ามาช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดของชุมชนใน 2 มิติหลัก


1. นวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร (แก้ปัญหาแรงงานผู้สูงอายุ)
เนื่องจากแรงงานในภาคเกษตรของชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ การแบกจอบขุดดินยกร่องจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก จากเดิมการเตรียมแปลงปลูกถั่ว 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานคนถึง 15 คน และใช้เวลาทำนานถึง 3 วัน ซึ่งทำให้ต้นทุนค่าแรงสูงมากจนแทบไม่คุ้มทุน พี่กิจึงได้ร่วมมือกับภาคเอกชนนำเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็กเข้ามาช่วยย่อยดิน เก็บหญ้า และยกร่องกบเข็มถั่ว ส่งผลให้ปัจจุบันการทำแปลงถั่ว 1 ไร่ ใช้แรงงานเพียง 1 คน และใช้เวลาเหลือเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น ช่วยลดต้นทุนและประหยัดแรงงานได้อย่างมหาศาล


2. ผึ้งจิ๋ว “ชันโรง” (สร้างรายได้เสริมและตัวชี้วัดสารเคมี)
อีกหนึ่งสิ่งสร้างสรรค์ที่พี่จินำเข้ามาคือ การส่งเสริมการเลี้ยง “ชันโรง” (Stingless Bee) แมลงผสมเกสรขนาดเล็ก ชันโรงจะทำหน้าที่บินไปผสมเกสรให้กับฝรั่ง พืชผัก และถั่วลิสงในแปลง ทำให้ผลผลิตติดดีและมีคุณภาพ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ชันโรงเป็น “ดัชนีชี้วัดสิ่งแวดล้อม” หากในพื้นที่มีการใช้สารเคมีแม้เพียงเล็กน้อย ชันโรงจะไม่สามารถอยู่รอดได้ การที่ชันโรงสามารถเติบโตขยายรังได้ดี จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าผลผลิตจากกลุ่มนี้ปลอดภัย 100% นอกจากนี้ น้ำผึ้งชันโรงที่เก็บได้ยังมีมูลค่าสูงในตลาดสุขภาพ โดยทางกลุ่มสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงถึง ลิตรละ 1,500 บาท
“ตลาดต้นฉำฉา” โมเดลธุรกิจชุมชนพึ่งพาอาศัย และความซื่อสัตย์กินได้


ในด้านการตลาด ทางกลุ่มมีการบริหารความเสี่ยงโดยแบ่งช่องทางการจำหน่ายออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือการส่งผักสดปลอดภัยเข้าสู่ห้องครัวของโรงพยาบาลในจังหวัดกาฬสินธุ์ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ และส่วนที่สองที่ถือเป็นแลนด์มาร์คของชุมชนคือ “ตลาดต้นฉำฉา บ้านกุดฆ้องชัย หมู่ 8” ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนเส้นหลักกาฬสินธุ์ – มหาสารคาม
ตลาดแห่งนี้กลายเป็นศูนย์รวมพืชผัก พลอยได้ และผลผลิตแปรรูปปลอดภัยของแม่ๆ ในชุมชน ที่เปิดขายทุกวันและสร้างรายได้หมุนเวียนหลักหมื่นบาทต่อวัน ความน่าสนใจคือกลุ่มได้สร้าง “ระบบฝากขายด้วยความซื่อสัตย์” ขึ้นมา สมาชิกคนไหนที่มีงานล้นมือหรือต้องไปดูแลแปลงเกษตร สามารถนำผลผลิตมามัดและเขียนชื่อพร้อมราคาแปะไว้ แล้วฝากให้สมาชิกที่อยู่เฝ้าแผงช่วยขายให้ เมื่อขายได้เงินก็จะถูกนำไปหยอดใส่กล่องตามบัญชีรายชื่อของแต่ละคน เป็นกฎกติกาชุมชนที่สร้างขึ้นเพื่อสอนให้ทุกคนรู้จักแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูล และซื่อสัตย์ต่อกัน
ส่งต่อความยั่งยืน จากวิถีชุมชนสู่หลักสูตรสร้างอนาคตในโรงเรียน


หลังจากประสบความสำเร็จในการทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง และเริ่มมีลูกหลานคนรุ่นใหม่ทยอยเดินทางกลับคืนถิ่นมาต่อยอดอาชีพเกษตรกรรม เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ต่อไปของพี่จิและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคือ การนำองค์ความรู้เกษตรปลอดภัยทั้งหมดนี้ เข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนท้องถิ่น
พี่จิมองว่า แม้ในอนาคตเด็กๆ อาจจะไม่ได้เติบโตไปเป็นเกษตรกรทุกคน แต่อย่างน้อยที่สุดกระบวนการเรียนรู้นี้จะช่วยให้เด็กๆ “เลือกกินของที่ปลอดภัยเป็น” และสำหรับเด็กที่สนใจ เกษตรกรรมปลอดภัยนี้จะเป็นการสร้างทักษะอาชีพและวิชาติดตัวที่สามารถนำไปพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้ให้ครอบครัวตั้งแต่วัยเรียน
บทสรุปแรงบันดาลใจสำหรับคนทำเกษตร


โมเดลความสำเร็จของบ้านกุดฆ้องชัยสะท้อนให้เห็นว่า “การทำเกษตรคนเดียวให้รอดนั้นยาก แต่การรวมกลุ่มเดินไปด้วยกันจะสร้างความยั่งยืน” สิ่งสำคัญคือการมองและวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ตัวเองให้ออก ไม่จำเป็นต้องปลูกถั่วตามฆ้องชัย หากพื้นที่ของคุณโดดเด่นเรื่องกล้วย มะพร้าว หรือพืชชนิดอื่น ขอเพียงคนในชุมชนหันหน้ามาคุยกัน วางแผนร่วมกันปีต่อปี และนำนวัตกรรมที่เหมาะสมเข้ามาช่วยลดต้นทุน เพียงเท่านี้ เกษตรกรรมก็จะไม่ใช่เรื่องเหนื่อยยากอีกต่อไป แต่จะเป็นอาชีพที่สร้างรอยยิ้ม สุขภาพที่ดี และความสุขที่ยั่งยืนส่งต่อไปถึงคนรุ่นหลังได้อย่างแท้จริง
พิกัดแวะอุดหนุนผลผลิตปลอดภัย ตลาดต้นฉำฉา บ้านกุดฆ้องชัย หมู่ 8 อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ (เส้นทางกาฬสินธุ์ – มหาสารคาม)
………………………………………
เกษตรสัญจร สื่อเกษตรยุคใหม่ แหล่งข้อมูลสาระที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
รวมเรื่องเด็ด เกษตรกูรู ศูนย์รวมความรู้และเทคนิคการทำเกษตร
ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ :
𝗙𝗮𝗰𝗲𝗯𝗼𝗼𝗸: เกษตรสัญจร
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲: youtube.com/c/Kasetsanjorn
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸: tiktok.com/@kasetsanjorn
𝗦𝗵𝗼𝗽𝗲𝗲: shopee.co.th/kasetsanjorn
𝗟𝗜𝗡𝗘 𝗢𝗳𝗳𝗶𝗰𝗶𝗮𝗹: @kasetsanjorn
𝗕𝗹𝗼𝗰𝗸𝗱𝗶𝘁: blockdit.com/kasetsanjorn/
𝗧𝘄𝗶𝘁𝘁𝗲𝗿: twitter.com/kasetsanjorn/
𝗪𝗲𝗯𝘀𝗶𝘁𝗲: kasetsanjorn.com







