• หน้าหลัก
  • ร้านค้า
  • เข้าสู่ระบบเรียนออนไลน์
  • หลักสูตรอบรม
  • เกี่ยวกับเรา
  • เงื่อนไขและนโยบายข้อมูลส่วนบุคลล (PDPA)
เกษตรสัญจร - Kasetsanjorn
  • หน้าหลัก
  • ข่าวเกษตร
  • บทความ
    • เกษตรเคล็ดลับ
    • สมาร์ทฟาร์ม
    • เกษตรกูรู
    • พืชเศรษฐกิจใหม่
    • เกษตรกรหญิง
  • ร้านค้า
  • หลักสูตรอบรม
  • เข้าสู่ระบบเรียนออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • Contact Us
    • เงื่อนไขและนโยบายข้อมูลส่วนบุคลล (PDPA)
No Result
View All Result
  • หน้าหลัก
  • ข่าวเกษตร
  • บทความ
    • เกษตรเคล็ดลับ
    • สมาร์ทฟาร์ม
    • เกษตรกูรู
    • พืชเศรษฐกิจใหม่
    • เกษตรกรหญิง
  • ร้านค้า
  • หลักสูตรอบรม
  • เข้าสู่ระบบเรียนออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • Contact Us
    • เงื่อนไขและนโยบายข้อมูลส่วนบุคลล (PDPA)
No Result
View All Result
เกษตรสัญจร
No Result
View All Result
Home บทความ

เทคนิคป้องกัน “โรครากเน่าโคนเน่า” ในฤดูฝน

ข้อมูลโดย : ธรรมรัฐ พิทักษ์สันติสุข กรรมการผู้จัดการ หจก.ชัยพฤกษ์ อโกรเทค จำกัด จ.จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ดูแลสวนทุเรียนในภาคตะวันออกมากกว่า 20 ปี อัปเดตล่าสุด : 07/2569

เกษตรสัญจรออนไลน์ by เกษตรสัญจรออนไลน์
กรกฎาคม 12, 2026
in บทความ, เกษตรกูรู, เกษตรเคล็ดลับ
0
เทคนิคป้องกัน “โรครากเน่าโคนเน่า” ในฤดูฝน
0
SHARES
6
VIEWS
Share on FacebookShare on TwitterShare on LINE

 

โรครากเน่าโคนเน่า หรือ ไฟทอปธอร่าในทุเรียนคืออะไร? แนะนำวิธีสังเกตอาการ การดูแลรักษาและป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดในฤดูฝน

         เข้าสู่ช่วงหน้าฝนทีไร สวนทุเรียนหลายๆ สวน ทั้งในภาคตะวันออกและภาคใต้ ก็มักจะเจอกับปัญหา “โรครากเน่าโคนเน่า หรือ ไฟทอปธอร่า” ระบาดหนักทุกที โรคนี้เกิดจากเชื้อราที่ชื่อว่า Phytophthora palmivora จัดอยู่ในชั้น Oomycetes และถือเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตที่อยู่คู่กับสวนทุเรียนมาอย่างยาวนาน โดยมีรายงานว่าตรวจพบเชื้อไฟทอปธอร่าชนิดนี้ในจังหวัดจันทบุรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510

         ปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการพัฒนาสารป้องกันและกำจัดโรคพืชให้ทันสมัยและเท่าทันโรคมากขึ้น แต่โรครากเน่าโคนเน่าจากไฟทอปธอร่านั้น ก็ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ควบคุมได้ยาก เพราะเชื้อไฟทอปธอร่าสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของต้นทุเรียน ตั้งแต่ราก โคนต้น ลำต้น กิ่งก้าน ใบ ไปจนถึงดอกและผล อีกทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวนยิ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโต หากไม่มีการป้องกันและดูแลอย่างทั่วถึง เชื้อไฟทอปธอร่าก็จะแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้นทุเรียนป่วยเป็นโรครากเน่าโคนเน่า และอาจยืนต้นตายได้ในที่สุด

          ชัยพฤกษ์ อโกรเทค ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาด้านปุ๋ยยาทุเรียน การจัดการธาตุอาหาร และการดูแลสวนทุเรียนในจันทบุรีและภาคตะวันออก จะมาแนะนำวิธีการสังเกตอาการ การดูแลรักษาและการป้องกัน เพื่อให้ชาวสวนทุเรียนรู้เท่าทันโรครากเน่าโคนเน่าจากเชื้อไฟทอปธอร่าได้ดียิ่งขึ้น

 

เชื้อไฟทอปธอร่ามาจากไหน ทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนได้อย่างไร

             แท้จริงแล้วไฟทอปธอร่าเป็นเชื้อราที่มีอยู่ทั่วไปในดิน เพียงแต่ว่ามันจะระบาดและทำให้ต้นทุเรียนเป็นโรครากเน่าโคนเน่าก็ต่อเมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งเชื้อไฟทอปธอร่านั้นชอบน้ำ ชอบอากาศชื้น ชอบดินที่เป็นกรดจัด โดยเฉพาะหน้าฝนที่อุณหภูมิประมาณ 25-30 องศาเซลเซียสและมีความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 80-90% เชื้อไฟทอปธอร่าจะเจริญเติบโตได้ดี มันจะแพร่กระจายไปตามน้ำ ลม และฝน ยิ่งสวนทุเรียนที่มีการระบายน้ำไม่ดี มีเศษกิ่งไม้ใบไม้อุดตันทางน้ำ หรือน้ำท่วมขัง ก็ยิ่งทำให้เชื้อไฟทอปธอร่าระบาดหนักได้

              นอกจากนี้ ความอ่อนแอของต้นทุเรียนก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ง่าย หากทุเรียนยังฟื้นต้นไม่ดีหลังเก็บเกี่ยว โดนแมลงเข้าทำลายมาก หรือมีแผล ก็ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรครากเน่าโคนเน่า เพราะเพียงแค่น้ำฝนกระเด็นพาเชื้อไฟทอปธอร่าในดินขึ้นมาติดที่โคนต้นและใบ ก็ทำให้เชื้อเข้าสู่ต้นทุเรียนได้แล้ว

               เมื่อเชื้อไฟทอปธอร่าเข้าสู่ต้นทุเรียน มันจะปล่อยเอนไซม์เข้าไปที่ไซโทรพลาซึม (Cytoplasm) เพื่อลดภูมิคุ้มกันของต้นทุเรียนลง แล้วดูดกินอาหาร สร้างเส้นใย เจริญเติบโตอยู่ในเซลล์ ต้นทุเรียนจะค่อยๆ อ่อนแอ เป็นโรครากเน่าโคนเน่า และค่อยๆ ตายในที่สุด

อาการแบบไหนที่บอกว่าต้นทุเรียนเป็นโรครากเน่าโคนเน่า

การสังเกตว่าต้นทุเรียนเป็นโรครากเน่าโคนเน่าจากไฟทอปธอร่าหรือไม่นั้น เราสามารถสังเกตอาการของโรคตามส่วนต่างๆ ของต้นทุเรียนได้ดังนี้

1. ราก

เริ่มแรกจะมีอาการให้เห็นที่ใบก่อน ใบจะสลด เหี่ยว ปลายกิ่งเขียวซีดไม่เป็นมันเงา แตกใบอ่อนน้อยกว่าปกติ เนื่องจากรากฝอยเน่า ไม่สามารถดูดน้ำและอาหารได้ เมื่ออาการรุนแรงขึ้น ใบจะเหลืองและร่วงอย่างรวดเร็ว หากลองขุดดูบริเวณรากจะพบว่ารากมีสีน้ำตาลดำ เปื่อยยุ่ย และถอดปลอก 

2.โคนต้น ลำต้น

หากโรคเกิดที่โคนและลำต้น ในช่วงเช้าที่อากาศชื้นจะสังเกตเห็นว่า เปลือกต้นมีสีคล้ำ มีน้ำคล้ายน้ำยางเหนียวๆ สีน้ำตาลหรือสีดำไหลออกมา พอแดดจัด อากาศร้อนขึ้น ก็จะทิ้งรอยคราบน้ำเอาไว้ เมื่อลองใช้มีดถากบริเวณคราบน้ำนั้น จะพบว่าเนื้อใต้เปลือกเป็นสีน้ำตาลแดง ถ้ารอยโรคขยายใหญ่ลุกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ใบทุเรียนเหลืองและร่วงจนหมด

นอกจากนี้ยังอาจพบว่าต้นทุเรียนเป็นรูพรุนเล็กๆ จากการถูกมอดเจาะด้วย ซึ่งมอดเหล่านี้จะนำเชื้อไฟทอปธอร่าแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของต้นทุเรียนได้

3. กิ่ง

หากรากทุเรียนยังสมบูรณ์ดี โคนต้นทุเรียนยังปกติ ไม่มีแผล แต่พบว่ากิ่งของทุเรียนบางกิ่งเริ่มแห้ง ใบเริ่มเหลือง เหี่ยว หลุดร่วง แสดงว่ากิ่งนั้นถูกเชื้อไฟทอปธอร่าเข้าทำลาย

4.ใบ

สำหรับอาการที่ใบทุเรียนนั้น ส่วนใหญ่มักจะพบในใบที่อยู่ใกล้กับพื้นดิน โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน น้ำฝนจะกระเซ็นพาเชื้อไฟทอปธอร่าที่อยู่ในดินขึ้นมาเกาะบนใบ ทำให้ใบเป็นแผลสีน้ำตาลปนแดง หรือน้ำตาลอมม่วง ฉ่ำน้ำ ถ้าเป็นที่ใบอ่อน แผลจะลุกลามบริเวณเส้นกลางใบ มีรูปร่างไม่แน่นอน แต่ถ้าเป็นที่ใบแก่ แผลจะค่อนข้างกลมและขยายใหญ่ขึ้น จากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำตายนึ่งคล้ายโดนน้ำร้อนลวก แล้วจะไหม้แห้งคาต้นและร่วงไป

 

โรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน เป็นแล้วรักษาอย่างไร

1. หากเชื้อไฟทอปธอร่าเข้าทำลายที่ราก ให้เราสำรวจก่อนว่าสวนทุเรียนของเรานั้นมีน้ำขังหรือไม่ หากน้ำขัง ต้องรีบทำทางระบายน้ำ อย่าให้มีเศษกิ่งไม้ ใบไม้เน่าแฉะใต้โคนต้น จากนั้นราดโคนด้วยสารป้องกันและกำจัดเชื้อรา เพื่อกำจัดเชื้อไฟทอปธอร่าที่อยู่ในดิน ซึ่งตัวยาที่ใช้สำหรับราดโคนทุเรียน คือ เมทาแลกซิล หรือ โพรพาโมคาร์บไฮโดรคอลไรด์ หรือ ฟอสโฟนิก แอซิด อัตราการใช้ 1 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร โดยสามารถผสมร่วมกับกรดฮิวมิคและกรดฟูลวิค อัตราส่วน 1 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร เพื่อช่วยฟื้นฟูระบบรากให้กลับมาสมบูรณ์

           การราดโคนด้วยสารเคมีควรเว้นช่วงในการราดอย่างน้อย 1 เดือน และควรเลือกราดเฉพาะต้นที่มีอาการหนัก เนื่องจากการราดโคนด้วยสารเคมีบ่อยเกินไป จะทำให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินตายไปด้วย

           หลังจากราดโคนด้วยสารเคมีแล้ว หากต้องการเพิ่มจุลินทรีย์ตัวดีลงไปในดิน สามารถพ่นดินด้วยจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ เช่น ไตรโคเดอร์ม่า (Thricoderma) เพื่อช่วยควบคุมและทำลายเชื้อไฟทอปธอร่าได้ โดยให้เว้นช่วงจากการราดสารเคมีอย่างน้อย 1 เดือน อัตราการใช้อยู่ที่ 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร สามารถพ่นโคนได้ 1 ไร่ หรือ 20 ต้น

 

2. หากเชื้อไฟทอปธอร่าเข้าทำลายที่โคนต้นและลำต้นทุเรียน ให้ใช้มีดหรือเหล็กขูดที่สะอาด ขูดเปิดแผลบริเวณที่เป็นโรค เอาส่วนที่เน่า ดำ ฉ่ำน้ำ ออกจนถึงเนื้อดี แล้วทาด้วยสารป้องกันและกำจัดเชื้อราอย่าง เมทาแลกซิล หรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม หรือ คอปเปอร์แดง อัตราการใช้ 100 – 200 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร หรือผสมให้เข้มข้นและมีความหนืดพอประมาณ โดยสามารถผสมร่วมกับสารจับใบ อัตราส่วน 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 1 ลิตร เพื่อช่วยให้ตัวยายึดเกาะกับแผลได้ดียิ่งขึ้น แนะนำให้ทาซ้ำทุกๆ 7-10 วัน หรือจนกว่าแผลจะแห้ง

             สำหรับต้นทุเรียนต้นใหญ่ที่มีแผลเน่าจากเชื้อไฟทอปธอร่าหลายจุด แนะนำให้ใช้การ “ฝังเข็ม (Trunk Injection)” ควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้โรครากเน่าโคนเน่าลุกลามมากขึ้น โดยใช้ฟอสโฟนิก แอซิด ผสมกับน้ำกลั่นในสัดส่วน 1 : 1 นำไปใช้ 20-30 มิลลิลิตรต่อเข็ม ฝังประมาณ 3-5 เข็มต่อต้น ขึ้นอยู่ขนาดของต้นทุเรียน วิธีการฝังคือ ใช้ดอกสว่านเบอร์ 7/32 เจาะลำต้นในแนวเฉียงประมาณ 45 องศา แล้วอัดสารเข้าสู่ท่อน้ำท่ออาหาร เมื่อต้นทุเรียนดูดสารจนหมดแล้ว ให้ดึงเข็มออก แล้วปิดรูด้วยเทียนหรือปูนแดง

3. หากเชื้อไฟทอปธอร่าเข้าทำลายที่ใบ ให้ใช้สารป้องกันและกำจัดเชื้อราฉีดพ่นทางใบ ซึ่งมีทั้งสารที่ออกฤทธิ์แบบดูดซึมและแบบสัมผัส 

          สารออกฤทธิ์ดูดซึมที่แนะนำ คือ ฟอสอีทิล อะลูมิเนียม, เมทาแลกซิล, ไดเมโทมอร์ฟ, ฟอสโฟนิก แอซิด, โพรพาโมคาร์บไฮโดรคลอไรด์, ทีบูโคนาโซล, ไดฟีโนโคนาโซล, อะซอกซีสโตรบิน, ไพราโคลสโตรบิน และฟลูออกซาสโตรบิน

          ส่วนสารที่ออกฤทธิ์สัมผัส แนะนำ แมนโคเซบ, คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์, คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์, คลอโรทาโรนิล และไซยาโซฟามิด

           หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมเชื้อราไฟทอปธอร่าให้ดียิ่งขึ้น สามารถนำสารที่ออกฤทธิ์แบบดูดซึมกับสารที่ออกฤทธิ์แบบสัมผัสมาผสมกันแล้วฉีดพ่นได้ อัตราการใช้จะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารนั้นๆ โดยแนะนำให้ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 7 – 10 วัน ประมาณ 2 – 3 ครั้ง และห้ามใช้สารในกลุ่มเดิมซ้ำกันเกิน 3 ครั้ง เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อราไฟทอปธอร่า

         หลังจากรักษาแล้ว ควรหมั่นตรวจดูอาการของต้นทุเรียนทุกๆ 7 วัน หากแผลที่ต้นหยุดขยาย เริ่มแห้ง ไม่มีน้ำยางไหล รากเริ่มเดิน ไม่มีกิ่งแห้งเพิ่ม ใบเขียวขึ้น หรือแตกใบอ่อนใหม่ แสดงว่าการรักษาได้ผล แต่ถ้าหากครบ 7–10 วันแล้ว อาการรากเน่าโคนเน่ายังลุกลาม ควรรักษาซ้ำ โดยเปลี่ยนกลุ่มยาเพื่อลดความเสี่ยงจากการดื้อยา ตรวจระบบระบายน้ำ ลดความชื้นในสวนด้วยการตัดแต่งกิ่ง ยิ่งต้นไหนที่ทรุดมากๆ ควรฟื้นฟูด้วยธาตุอาหารและการจัดการสวนร่วมด้วย เพราะการใช้ยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

หมายเหตุ : อัตราการใช้สารป้องกันและกำจัดโรคพืชในบทความนี้ เป็นอัตราส่วนที่แนะนำโดยทั่วไป ดังนั้นควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตก่อนใช้ทุกครั้ง หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากความเข้มข้นของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกัน

 

 

โรครากเน่าโคนเน่า กันไว้ดีกว่าแก้ ช่วยหยุดการแพร่ระบาด

         เนื่องจากเชื้อไฟทอปธอร่ามีอยู่ทั่วไปในดินและสามารถแพร่กระจายได้ทั้งทางน้ำ ลม ฝน ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ต้นทุเรียนเป็นโรครากเน่าโคนเน่าจากเชื้อไฟทอปธอร่าจึงสำคัญมากกว่าการรักษา เพราะมันคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ต้นทุเรียนก่อนถูกเชื้อเข้าทำลาย ซึ่งแนวทางการป้องกันก็คือการจัดการสภาพแวดล้อมภายในสวนไม่ให้เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไฟทอปธอร่า และบำรุงต้นทุเรียนหลังเก็บเกี่ยวให้แข็งแรง โดยสามารถทำได้ดังนี้

  1. ตรวจค่า pH ของดินเป็นประจำ ถ้าดินเป็นกรดจัด ควรปรับค่าดินด้วยปูนโดโลไมท์ ปูนมาร์ล หรือปูนขาว
  2. จัดการระบายน้ำภายในสวนให้ดี อย่าปล่อยให้น้ำขัง เก็บเศษไม้และผลเน่าออกจากสวน อย่าให้โคนต้นชื้นตลอดเวลา
  3. เพิ่มอินทรีย์วัตถุด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และเสริมด้วยกรดฮิวมิค กรดฟูลวิค เพื่อช่วยปรับโครงสร้างของดินให้ร่วนซุยและฟื้นฟูระบบราก
  4. พ่นโคนด้วยจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ เช่น ไตรโคเดอร์ม่า ในช่วงหน้าฝนปีละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยยับยั้งและกำจัดเชื้อราไฟทอปธอร่า
  5. บำรุงต้นทุเรียนหลังเก็บเกี่ยวแข็งแรง ด้วยการใส่ปุ๋ยให้ตรงตามระยะการเจริญเติบโตของทุเรียน
  6. ตัดแต่งกิ่งทุเรียนให้โปร่งโล่ง อากาศถ่ายเท แสงแดดส่องถึง เพื่อลดความชื้นภายในสวน
  7. หมั่นตรวจโคนต้นทุเรียนเป็นประจำ ระวังไม่ให้โคนต้นเป็นแผล เช่น แผลจากเครื่องตัดหญ้า เพราะจะทำให้เชื้อไฟทอปธอร่าเข้าทำลายได้ง่าย
  8. พ่นใบด้วยสารป้องกันและกำจัดโรคพืชเพื่อป้องกันไว้ก่อนที่จะเกิดโรค   

 

ต้นทุเรียนเป็นโรครากเน่าโคนเน่าได้ทุกฤดู โปรดอย่างวางใจ

         โรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนจากเชื้อไฟทอปธอร่าไม่ได้เกิดแค่ในฤดูฝนเท่านั้น แต่มันสามารถเกิดได้ทุกฤดู เพราะความแปรปรวนของสภาพอากาศในปัจจุบัน ทำให้เชื้อราก่อโรคทั้งหลายกลายพันธุ์และมีความรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่ต้นทุเรียนค่อยๆ อ่อนแอลง ดังนั้นชาวสวนจึงควรรู้เท่าทันก่อนที่จะเกิดโรครากเน่าโคนเน่า ด้วยการจัดการระบบภายในสวนให้ดี อย่าให้เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค พยายามบำรุงดูแลต้นทุเรียนให้แข็งแรง และควรสำรวจสวนทุเรียนเป็นประจำ หากพบโรคเร็วจะได้รักษาและควบคุมไม่ให้ลุกลาม แม้ว่าเชื้อราไฟทอปธอร่าจะยังคงอยู่ในสวน แต่การควบคุมที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรค ทำให้ทุเรียนสามารถให้ผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ

 

สรุปคำแนะนำจากชัยพฤกษ์ อโกรเทค

  • โรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนเกิดจากเชื้อไฟทอปธอร่า (Phytophthora palmivora) ซึ่งระบาดได้ดีในสภาพอากาศชื้นและมีน้ำขัง
  • เชื้อไฟทอปธอร่าสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของต้นทุเรียน ตั้งแต่ราก โคนต้น ลำต้น กิ่ง ใบ ดอก และผล
  • ควรสำรวจสวนและตรวจอาการต้นทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกชุกหรือสภาพอากาศชื้น
  • การตรวจพบอาการผิดปกติตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดการลุกลามของโรค
  • การระบายน้ำที่ดีและการลดความชื้นภายในสวน เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า
  • ควรเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับตำแหน่งที่เชื้อเข้าทำลาย ไม่ว่าจะเป็นราก โคนต้น ลำต้น หรือใบ
  • การใช้สารป้องกันและกำจัดโรคพืชควรสลับกลุ่มสารออกฤทธิ์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการดื้อยาของเชื้อไฟทอปธอร่า
  • หลังควบคุมโรคแล้ว ควรฟื้นฟูระบบรากและความสมบูรณ์ของต้นด้วยจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ อินทรียวัตถุ และธาตุอาหารที่เหมาะสม
  • การตัดแต่งกิ่ง ดูแลโคนต้น และหลีกเลี่ยงการเกิดบาดแผล จะช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะเข้าทำลายต้นทุเรียน
  • การป้องกันก่อนเกิดโรคด้วยการจัดการสวนและบำรุงต้นให้แข็งแรง มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากว่าการรักษาหลังโรคระบาดแล้ว

 

FAQ: คำถามที่เกษตรกรทุเรียนมักค้นหา

 

1. โรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนเกิดจากอะไร?

โรครากเน่าโคนเน่าเกิดจากเชื้อไฟทอปธอร่า (Phytophthora palmivora) ซึ่งเป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่ในดิน เชื้อจะเจริญเติบโตได้ดีเมื่อมีความชื้นสูง ฝนตกต่อเนื่อง และดินระบายน้ำไม่ดี

 

2. โรครากเน่าโคนเน่าระบาดหนักช่วงเดือนไหน?

มักระบาดหนักในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะเมื่อฝนตกหลายวันติดต่อกัน ความชื้นสูง และมีน้ำขังภายในสวน แต่โรคก็สามารถเกิดได้ตลอดทั้งปี หากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อ

 

3. ใบทุเรียนเหลืองเกิดจากโรครากเน่าโคนเน่าหรือไม่?

อาจเป็นได้ หากพบว่าใบทุเรียนเหลือง เหี่ยว ร่วง ร่วมกับรากเน่า โคนต้นมีคราบน้ำสีน้ำตาลดำ หรือมีแผลฉ่ำน้ำ ควรรีบตรวจสอบ เพราะอาการใบเหลืองอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ขาดธาตุอาหาร น้ำท่วม หรือโรครากเน่าโคนเน่า

 

4. จะรู้ได้อย่างไรว่าต้นทุเรียนเป็นโรครากเน่าโคนเน่า?

สังเกตได้จากใบเหี่ยว ใบเหลือง ร่วงผิดปกติ รากมีสีน้ำตาลดำ เปื่อยยุ่ย โคนต้นมีคราบน้ำหรือยางสีน้ำตาลไหล เมื่อถากเปลือกจะพบเนื้อไม้สีน้ำตาลแดง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรค

 

5. โรครากเน่าโคนเน่ารักษาหายไหม?

หากพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและรักษาอย่างถูกวิธี สามารถควบคุมโรคได้ แต่หากปล่อยให้เชื้อลุกลามจนรอบโคนต้นหรือระบบรากเสียหายรุนแรง ต้นทุเรียนอาจยืนต้นตายได้

 

6. เชื้อไฟทอปธอร่าแพร่กระจายได้อย่างไร?

เชื้อแพร่กระจายผ่านน้ำฝน น้ำไหล ลม ดิน เครื่องมือการเกษตร รวมถึงบาดแผลบนต้นทุเรียน จึงควรลดความชื้นในสวนและดูแลความสะอาดของอุปกรณ์อยู่เสมอ

 

7. ไตรโคเดอร์ม่าช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าได้หรือไม่?

ได้ ไตรโคเดอร์ม่าเป็นจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่ช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อไฟทอปธอร่าในดิน เหมาะสำหรับใช้ร่วมกับการจัดการสวนที่ดี แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษาเมื่อโรคลุกลามรุนแรงแล้ว

 

8. โรครากเน่าโคนเน่าควรใช้ยาอะไร?

ควรเลือกใช้สารป้องกันและกำจัดโรคพืชที่ขึ้นทะเบียนสำหรับควบคุมเชื้อไฟทอปธอร่า เช่น กลุ่มเมทาแลกซิล ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ฟอสโฟนิก แอซิด หรือสารกลุ่มอื่นที่มีประสิทธิภาพ และควรสลับกลุ่มสารเพื่อช่วยลดการดื้อยา พร้อมปฏิบัติตามฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง

 

9. หลังรักษาโรครากเน่าโคนเน่าแล้ว ควรฟื้นต้นอย่างไร?

หลังควบคุมโรคได้แล้ว ควรฟื้นฟูระบบรากด้วยอินทรียวัตถุ กรดฮิวมิค กรดฟูลวิค หรือจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ พร้อมบำรุงธาตุอาหารให้เหมาะสม และติดตามอาการของต้นอย่างต่อเนื่อง

 

10. ป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าอย่างไรไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ?

ควรจัดการระบบระบายน้ำให้ดี ลดความชื้นในสวน ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ตรวจค่า pH ดินสม่ำเสมอ เสริมอินทรียวัตถุและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ รวมถึงตรวจโคนต้นและระบบรากเป็นประจำ เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อไฟทอปธอร่าในระยะยาว

 

เมื่อนึกถึงปุ๋ยยา การจัดการธาตุอาหาร และการดูแลสวนทุเรียนด้วยประสบการณ์จริง ชัยพฤกษ์ อโกรเทคคือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านการปลูกทุเรียนและการดูแลสวนทุเรียนในประเทศไทย โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรทุเรียนในภาคตะวันออก

 

ปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่

Facebook: ชัยพฤกษ์ อโกรเทค

TikTok: @chaiyapreukagro

Line: @cyp-agro

นึกถึงปุ๋ยยา นึกถึงเครือชัยพฤกษ์ โดย ชัยพฤกษ์ อโกรเทค (ขลุง)

 

แหล่งอ้างอิง

  • รัติยา พงศ์พิสุทธา. (2568). เชื้อราอุบัติใหม่ในไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญ. เพชรเกษมการพิมพ์
  • กรมวิชาการเกษตร. เทคโนโลยีผสมผสานการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน ภาคตะวันออก

เรียบเรียงโดย : ภูริตา ชีพชอบธรรม ทีมชัยพฤกษ์ อโกรเทค อ.ขลุง จันทบุรี

 

……………………………………… 

เกษตรสัญจร สื่อเกษตรยุคใหม่ แหล่งข้อมูลสาระที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง 

รวมเรื่องเด็ด เกษตรกูรู ศูนย์รวมความรู้และเทคนิคการทำเกษตร 

ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ : 

𝗙𝗮𝗰𝗲𝗯𝗼𝗼𝗸: เกษตรสัญจร

𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲: youtube.com/c/Kasetsanjorn

𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸: tiktok.com/@kasetsanjorn

𝗦𝗵𝗼𝗽𝗲𝗲: shopee.co.th/kasetsanjorn

𝗟𝗜𝗡𝗘 𝗢𝗳𝗳𝗶𝗰𝗶𝗮𝗹: @kasetsanjorn

𝗕𝗹𝗼𝗰𝗸𝗱𝗶𝘁: blockdit.com/kasetsanjorn/

𝗧𝘄𝗶𝘁𝘁𝗲𝗿: twitter.com/kasetsanjorn/ 

𝗪𝗲𝗯𝘀𝗶𝘁𝗲:  kasetsanjorn.com

  • FacebookFacebook
  • XTwitter
  • LINELine
Tags: ชัยพฤกษ์อโกรเทคป้องกันโรคทุเรียนรักษาโรคทุเรียนรากเน่าโคนเน่าไฟทอปธอร่า
เกษตรสัญจรออนไลน์

เกษตรสัญจรออนไลน์

Related Posts

depa นำร่องรุ่นแรกที่สุพรรณบุรี! สร้างเกษตรกรยุคดิจิทัล ผู้บังคับโดรนเกษตรมืออาชีพ “Smart Drone for Agriculture”

depa นำร่องรุ่นแรกที่สุพรรณบุรี! สร้างเกษตรกรยุคดิจิทัล ผู้บังคับโดรนเกษตรมืออาชีพ “Smart Drone for Agriculture”

กรกฎาคม 7, 2026
ทางเลือกใหม่! แอป “แบ่งเบา” แพลตฟอร์มที่เข้าใจเกษตรกรไทยที่สุด 

ทางเลือกใหม่! แอป “แบ่งเบา” แพลตฟอร์มที่เข้าใจเกษตรกรไทยที่สุด 

กรกฎาคม 5, 2026
ฟาร์มปูนิ่ม อีสาน หนึ่งเดียวในขอนแก่น พลิกวิกฤตดินเค็มสู่ขุมทรัพย์ทำเงิน 

ฟาร์มปูนิ่ม อีสาน หนึ่งเดียวในขอนแก่น พลิกวิกฤตดินเค็มสู่ขุมทรัพย์ทำเงิน 

มิถุนายน 28, 2026
เลือกเครื่องจักรกลการเกษตรอย่างไรให้คุ้มค่า? ทุ่นแรงได้จริง

เลือกเครื่องจักรกลการเกษตรอย่างไรให้คุ้มค่า? ทุ่นแรงได้จริง

มิถุนายน 21, 2026
ยาราเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์  “ไบโอโลจิคัล” พร้อมพิสูจน์ผลลัพธ์จริงในแปลงเกษตร 5 ภาคทั่วไทย

ยาราเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์  “ไบโอโลจิคัล” พร้อมพิสูจน์ผลลัพธ์จริงในแปลงเกษตร 5 ภาคทั่วไทย

มิถุนายน 17, 2026
จุลินทรีย์ในดินช่วยปรับปรุงคุณภาพดินได้อย่างไร

จุลินทรีย์ในดินช่วยปรับปรุงคุณภาพดินได้อย่างไร

มิถุนายน 17, 2026
Facebook Twitter Youtube Line

© 2022 เกษตรสัญจร

Welcome Back!

OR

Login to your account below

Forgotten Password? Sign Up

Create New Account!

OR

Fill the forms below to register

All fields are required. Log In

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In

Add New Playlist

No Result
View All Result
  • หน้าหลัก
  • ร้านค้า
  • เข้าสู่ระบบเรียนออนไลน์
  • หลักสูตรอบรม
  • เกี่ยวกับเรา
  • เงื่อนไขและนโยบายข้อมูลส่วนบุคลล (PDPA)

© 2022 เกษตรสัญจร


Warning: Attempt to read property "user_url" on bool in /home/zdfcszwp/public_html/kasetsanjorn.com/wp-content/plugins/wp-seo-structured-data-schema-pro/lib/functions/KcSeoOptions.php on line 7