เจาะยุทธศาสตร์ทุเรียนไทย ผนึกกำลังต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ


ในปัจจุบัน “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้ไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนและภาวะตลาดโลกที่เปลี่ยนไป รายการ Green Guide – วงสนทนาสีเขียว โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รวมตัวแทนจาก ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มาวิเคราะห์เจาะลึกทางรอดของทุเรียนไทยไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
ตัวแทนต้นน้ำ (ภาคการผลิต)
คุณโอภาส สุขยืนนานยิ่ง เจ้าของสวนสุขยืนนานยิ่ง จังหวัดจันทบุรี เกษตรกรผู้ใช้ประสบการณ์ผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพอากาศ
ตัวแทนกลางน้ำ (ภาคการจัดการและส่งออก)
คุณประสิทธิ์ เจริญนาน เจ้าของล้งทุเรียนคนไทย ผู้คลุกคลีอยู่กับมาตรฐานการคัดกรองคุณภาพและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง
ตัวแทนปลายน้ำ (ภาคยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ)
คุณอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี ผู้วางเข็มทิศการสร้างแบรนด์ทุเรียนอัตลักษณ์และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม
ต้นน้ำ: การปรับตัวของเกษตรกรยุคใหม่


คุณโอภาส สุขยืนนายิ่ง ในฐานะเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนที่คลุกคลีอยู่กับพื้นที่จังหวัดจันทบุรีมานานกว่า 50 ปี คุณโอภาสได้สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายหลักที่ชาวสวนทุเรียนต้องเผชิญในปัจจุบัน โดยเฉพาะความผันผวนของสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงจรการผลิต ซึ่งคุณโอภาสได้ให้รายละเอียดแนวทางการจัดการสวนไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้
ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำเพื่อสู้ภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น
ปัญหาน้ำขาดแคลนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปัจจุบันมีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น การเตรียมพร้อมจึงเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ โดยยกตัวอย่างการบริหารจัดการพื้นที่ หากมีสวนทุเรียนพื้นที่ 50 ไร่ อย่างน้อยต้องยอมสละพื้นที่ประมาณ 8-10 ไร่ เพื่อขุดสระเก็บน้ำให้เพียงพอ นอกจากนี้ยังต้องมีการเจาะบ่อบาดาลสำรองเตรียมไว้ เผื่อกรณีที่หน้าแล้งลากยาวกว่าปกติ ซึ่งการสลับบ่อใช้งานจะช่วยให้ต้นทุเรียนได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วงจนส่งผลเสียต่อคุณภาพผลผลิต


การนำ “เกษตรแม่นยำ” มาบริหารจัดการต้นทุน
การทำสวนในยุคนี้ไม่ได้พึ่งพาเพียงประสบการณ์เดิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตัดสินใจ โดยมีการใช้ “ระบบตรวจวัดสภาพอากาศ” เพื่อดูทิศทางลมและความชื้นในอากาศ ซึ่งช่วยในการวางแผนงานได้แม่นยำมาก เช่น หากตรวจสอบแล้วพบว่าลมแรงเกินไป ก็จะไม่สั่งบินโดรนพ่นยาเพราะยาที่มีราคาแพงจะฟุ้งกระจายไปตามลมและไม่ลงถึงใบไม้ หรือหากรู้ล่วงหน้าว่าฝนกำลังจะตกที่บ้านเรา ก็สามารถสั่งระงับการปล่อยน้ำระบบสปริงเกอร์ได้ทันที ข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดความสูญเสียทั้งตัวยาและน้ำที่มีค่า ช่วยให้บริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดรนเกษตร นวัตกรรมทางรอดจากวิกฤตแรงงาน
ในส่วนของการดูแลรักษา การนำเทคโนโลยีทางการเกษตรโดยเฉพาะ “โดรน” เข้ามาช่วยแก้ปัญหาใหญ่เรื่องแรงงานได้จริง จากเดิมที่ต้องใช้คนลากสายพ่นยาซึ่งใช้เวลานานและแรงงานเริ่มหายากขึ้น การใช้โดรนช่วยลดต้นทุนในส่วนนี้ได้เกือบ 10 เท่าเมื่อเทียบกับการพ่นด้วยมือ นอกจากจะประหยัดยาและเวลาแล้ว โดรนยังสามารถทำงานได้ในจังหวะที่แรงงานคนทำไม่ทัน เช่น การพ่นยาในช่วงกลางคืนที่ลมสงบ ซึ่งช่วยให้การดูแลสวนขนาดใหญ่เป็นไปได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงทีต่อการระบาดของโรคและแมลง


มาตรฐานการตรวจวัดแป้งทุเรียนก่อนการเก็บเกี่ยว
หัวใจสำคัญของการทำสวนทุเรียนคือการรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ แม้ในปีที่สภาพอากาศร้อนจัดและมีฝนสลับจนส่งผลให้ทุเรียนแก่เร็วผิดปกติ (ประมาณ 100-105 วัน) ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ทุเรียนอาจจะแตกคาต้นได้ แต่ต้องมีการวัดเปอร์เซ็นต์แป้งก่อนลงมือตัดเสมอ โดยมีการเจาะสุ่มตรวจคุณภาพแป้ง เช่น หมอนทองต้องอยู่ที่ 32-34% หากค่าแป้งผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แม้ลูกทุเรียนจะมีไซส์เล็กหรือทรงผลอาจจะผอมไปบ้างเนื่องจากสภาวะอากาศ แต่ในแง่ของคุณภาพเนื้อ รสชาติ และเปอร์เซ็นต์ความแก่จะยังคงได้มาตรฐานสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ทุเรียนจากสวนได้รับความไว้วางใจจากล้งและผู้บริโภค
กลางน้ำ: กลไกคัดกรองคุณภาพและทิศทางตลาดส่งออก


คุณประสิทธิ์ เจริญนาน ในมุมมองของผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุหรือ “ล้ง” คุณประสิทธิ์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างสวนทุเรียนกับตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างประเทศจีน ซึ่งในวงเสวนานี้คุณประสิทธิ์ได้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของเกณฑ์การรับซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคไว้อย่างลึกซึ้ง ดังนี้
ทำไมจันทบุรี และภาคตะวันออก ถึงเหมาะกับการปลูกทุเรียน
- สภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ คุณประสิทธิ์กล่าวว่า “ดินที่นี่แสนจะดีมากเลย ไม่บ้านไหนดินดีขนาดนี้แล้ว” ซึ่งถือเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่สำคัญที่สุด
- ความได้เปรียบเรื่องฤดูกาล ทุเรียนภาคตะวันออก (จันทบุรี ระยอง ตราด) จะออกผลผลิตก่อนพื้นที่อื่นและออกก่อนทุเรียนในจีนหรือต่างประเทศ ทำให้เราได้เปรียบในเชิงการตลาดเพราะไม่มีคู่แข่งในช่วงต้นปี
- ความเป็นเนื้อเดียวกัน ภาคตะวันออกทั้ง 3 จังหวัดมีการพัฒนาและทำงานร่วมกันเป็นภาพรวมระดับประเทศ ทำให้ทุเรียนจากโซนนี้เป็นของดีที่สุดในโลกและมาได้ก่อนใคร
เกรดและเกณฑ์การเลือกทุเรียนเข้าล้ง
ปัจจุบันตลาดจีนเป็นผู้กำหนดเกรด โดยพิจารณาจากขนาดและคุณภาพเป็นหลัก
1. เบอร์ดี เกรดส่งออก หรือ เกรด A/B
คือทุเรียนที่มีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 2 – 4.5 กิโลกรัม เป็นไซส์ที่ตลาดจีนต้องการที่สุด เพราะปัจจุบันคนจีนอยู่เป็นครอบครัวเดี่ยว จึงนิยมซื้อลูกเล็กที่ทานหมดได้ในครั้งเดียว ทุเรียนเกรดนี้จะมีลักษณะ ลูกสวย หนามละเอียด ผิวบาง และได้ราคาดีที่สุด (ประมาณ 80-100% ของราคาเต็ม)
2. เบอร์โบเค้ (ไซส์จัมโบ้/ตกเกรด)
คือทุเรียนที่มีน้ำหนักเกิน 5 กิโลกรัมขึ้นไป (บางลูกอาจถึง 8-9 กิโลกรัม) ปัจจุบันราคาเกรดนี้จะเหลือเพียงครึ่งเดียวของราคาเต็ม เพราะตลาดผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่นิยมซื้อลูกใหญ่ยักษ์ไปทานในครัวเรือน ส่วนใหญ่มักจะถูกคัดออกไปทำทุเรียนทอดแทน
3. เกรดลูกเล็ก เกรด C
หากน้ำหนักต่ำกว่า 2 กิโลกรัม (ช่วง 1.2 – 1.9 กิโลกรัม) หากรูปทรงสวยและเปอร์เซ็นต์แป้งได้มาตรฐาน ก็ยังมีตลาดรองรับและขายได้ราคาดีกว่าไซส์จัมโบ้ในบางกรณี


มาตรการ “ตรวจก่อนตัด และ สุ่มตรวจก่อนแพ็ก” อย่างเข้มงวด
ในกระบวนการทำงานของล้ง มาตรฐานความแก่คือเรื่องที่ประนีประนอมไม่ได้ ก่อนจะมีการตัดทุเรียนเข้าล้ง จะต้องมีการสุ่มตรวจวัดคุณภาพแป้งที่สวนก่อนเสมอโดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก
1. ขั้นตอนที่สวน
ก่อนจะลงมือตัด เกษตรกรต้องผ่านการตรวจวัดเปอร์เซ็นต์แป้งตามเกณฑ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนด เช่น หมอนทองต้องได้แป้ง 32% ขึ้นไป หากค่าแป้งไม่ถึง ล้งจะไม่เข้าไปตัดเด็ดขาด
2. ขั้นตอนที่หน้าล้ง
เมื่อทุเรียนมาถึงโรงคัดบรรจุ ก่อนจะบรรจุลงกล่องเพื่อขึ้นตู้คอนเทนเนอร์ จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาสุ่มตรวจซ้ำอีกครั้ง โดยใช้วิธีการเดินไปชี้สุ่มลูกที่ดูน่าสงสัยว่าอาจจะอ่อน หรือเปอร์เซ็นต์แป้งอาจไม่ถึงตามที่แจ้งไว้ เพื่อนำมาเจาะวัดค่าแป้งให้เห็นต่อหน้า หากพบว่าไม่ได้มาตรฐาน ล้งจะปฏิเสธการรับซื้อและไม่สามารถบรรจุลงกล่องได้ทันที กระบวนการนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าทุเรียนที่ส่งออกไปทุกลูกมีคุณภาพสม่ำเสมอ
การปรับตัวสู่ “ทุเรียนคุณภาพพรีเมียม” เพื่อสู้ศึกตลาดโลก
แม้การแข่งขันจะสูงขึ้นและมีทุเรียนจากหลายพื้นที่เข้าสู่ตลาด แต่ทุเรียนไทยโดยเฉพาะจากจันทบุรี ระยอง ตราด ยังคงมีศักยภาพสูงสุดในเรื่องรสชาติ หากบริหารจัดการหลังการเก็บเกี่ยวได้ดี และรักษาความซื่อสัตย์เรื่องความแก่ของทุเรียนไว้ได้ ทุเรียนไทยจะยังคงครองใจตลาดโลกได้ต่อไปอย่างมั่นคง โดยล้งเองก็พร้อมจะเป็นด่านหน้าในการรักษามาตรฐานนี้ร่วมกับเกษตรกร เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งระบบ
ปลายน้ำ: ยุทธศาสตร์สร้างแบรนด์และทิศทางเศรษฐกิจทุเรียนไทย


คุณอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี ในมุมมองของภาคเศรษฐกิจระดับจังหวัด คุณอุกฤษฏ์ได้ฉายภาพรวมของอุตสาหกรรมทุเรียนที่ไม่ใช่แค่การปลูกและขายแต่คือการบริหารจัดการ มูลค่าเพื่อให้ทุเรียนไทยยังคงเป็นอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคทั่วโลก โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
ยุทธศาสตร์ “ทุเรียนอัตลักษณ์”
คุณอุกฤษฏ์นำเสนอแนวคิดที่ล้ำสมัยด้วยการเปรียบเทียบทุเรียนไทยกับไวน์ฝรั่งเศส โดยระบุว่าเราต้องเลิกขายทุเรียนในลักษณะสินค้าโภคภัณฑ์ ที่เน้นแค่ชื่อพันธุ์ แต่ต้องยกระดับสู่การเป็นสินค้าที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI – Geographical Indication) อย่างเข้มข้น โดยเน้นว่าดินแต่ละที่รสชาติไม่เหมือนกันดังนั้น ทุเรียนจันทบุรี ทุเรียนระยอง หรือทุเรียนชุมพร ควรมีเอกลักษณ์บอกชาวโลกถึงความแตกต่างของรสชาติ เพื่อสร้างอรรถรสในการบริโภคที่หลากหลาย ทำให้ผู้ซื้อไม่ได้มองแค่ว่านี่คือหมอนทอง แต่เป็นหมอนทองจากแหล่งปลูกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและราคาขายได้มหาศาล
การขยายฐานตลาดสู่ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศและผู้บริโภคทั่วโลก
แม้ตลาดหลักจะคือประเทศจีน แต่คุณอุกฤษฏ์มองไกลไปถึงกลุ่มชาวจีนที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในออสเตรเลีย ยุโรป หรืออเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและโหยหารสชาติของทุเรียนไทยคุณภาพดี นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับรูปแบบการส่งออกให้หลากหลายขึ้น เช่น การส่งออกทุเรียนเป็น “พู” เพื่อตัดปัญหาเรื่องรูปทรงผลภายนอกที่ไม่สวยแต่เนื้อข้างในดีเลิศ วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการขนส่งเปลือกที่ไร้ประโยชน์ แต่ยังเป็นการบริหารจัดการสินค้าที่ตกไซส์ให้กลับมาสร้างมูลค่าในฐานะสินค้าพรีเมียมได้อีกด้วย


คุณภาพคือตัวกำหนดมูลค่า
การรักษาคุณภาพสูงสุดในทุกมิติ สามารถแบ่งคุณภาพออกเป็น 2 ระดับ คือ
1. กินได้ คือมาตรฐานเบื้องต้น แป้งถึง วันเวลาได้ แกะออกมาแล้วกินได้จริง นี่คือบรรทัดฐานขั้นต่ำ
2. มาตรฐานกินอร่อย คือรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ตรงใจรสนิยมผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม หากเราทำได้ทั้งสองระดับ ต่อให้หน้าตาผลทุเรียนจะไม่สวยงามตามอุดมคติ ตลาดก็จะยังยอมรับและให้ราคา เพราะผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มเห็นคุณค่าของเนื้อในมากกว่ารูปทรงภายนอกแล้ว
วิสัยทัศน์การเป็น “Center of Tropical Fruit” และความยั่งยืนของระบบนิเวศเกษตร
เป้าหมายสูงสุดที่ฝากไว้คือการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “Center of Tropical Fruit” หรือศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อนของโลกอย่างแท้จริง โดยได้ให้แง่คิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งถึงการบริหารจัดการทรัพยากรดินและทางเลือกในการสร้างรายได้ไว้ดังนี้
1. การหยุดวงจร “แพงก็ปลูก ถูกก็โค่น” อย่าปล่อยให้กระแสราคามาทำลายทิศทางการเกษตรที่ยั่งยืน “อย่าเอาดินมาแกล้งตัวเราเอง” ด้วยการวิ่งตามวงจรที่เมื่อพืชชนิดไหนราคาดีก็แห่กันไปปลูกจนล้นตลาด พอราคาตกต่ำก็ตัดสินใจโค่นทิ้งเพื่อไปปลูกพืชชนิดใหม่ตามกระแส ซึ่งวงจรนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงทางการเงิน แต่ยังทำลายความต่อเนื่องของระบบนิเวศเกษตรในพื้นที่อีกด้วย
2. ความเคารพต่อดินที่อุดมสมบูรณ์ ดินในแถบภาคตะวันออกโดยเฉพาะจันทบุรี คือทรัพยากรที่มีค่ามหาศาลและมีความอุดมสมบูรณ์สูงมาก การจะรักษาความเป็น Center of Tropical Fruit ไว้ได้ เกษตรกรต้องให้ความเคารพต่อศักยภาพของดินและภูมิอากาศ ไม่ควรบีบคั้นให้ดินผลิตเพียงพืชชนิดเดียวจนเสื่อมโทรม แต่ควรใช้ความได้เปรียบของดินที่ ปลูกอะไรก็น่าอร่อยมาสร้างความหลากหลายของผลไม้เมืองร้อนที่มีคุณภาพสูง
3. การสร้างระบบนิเวศเกษตรที่หลากหลายเพื่อรายได้ที่หมุนเวียน ยุทธศาสตร์ความยั่งยืน คือการสร้างระบบนิเวศที่มีผลไม้หลากหลายชนิดเติบโตไปพร้อมกัน เราไม่ได้มีแค่ “ทุเรียน” ที่เป็นราชาผลไม้ แต่เรายังมีมังคุดที่เป็นราชินี รวมถึงเงาะ สละ และพืชเศรษฐกิจใหม่อย่างโกโก้ ซึ่งพืชเหล่านี้ล้วนมีศักยภาพในการแปรรูปและส่งออกไม่แพ้กัน การมีผลไม้ที่หลากหลายจะช่วยให้เกิดรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ครัวเรือนและจังหวัดตลอดทั้งปี ลดการฝากความหวังหรือความเสี่ยงไว้ที่พืชชนิดเดียว ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งและมั่นคงในระยะยาว
4. การใช้ทุเรียนนำทางสินค้าเกษตรอื่น หากเราสามารถสร้างแบรนด์ทุเรียนไทยให้เป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภคทั่วโลกได้สำเร็จในฐานะศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อน ผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่เติบโตในระบบนิเวศเดียวกันก็จะได้รับอานิสงส์ความเชื่อมั่นในคุณภาพตามไปด้วย ซึ่งจะช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นแหล่งผลิตอาหารและผลไม้เมืองร้อนคุณภาพพรีเมียมที่โลกขาดไม่ได้อย่างแท้จริง
ผนึกกำลังทุเรียนไทย ขับเคลื่อนมาตรฐานคุณภาพสู่ระดับโลก


ด้วยความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งของทั้ง ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ทุเรียนไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและมีมาตรฐานระดับสากล โดยเริ่มตั้งแต่พี่น้องเกษตรกรที่มุ่งเน้นการผลิตทุเรียนคุณภาพและนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการสวน ผสานกับการทำงานของล้งที่เข้มงวดในการคัดกรองความแก่เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ตรงใจตลาดโลก ตลอดจนการวางยุทธศาสตร์สร้างแบรนด์ทุเรียนอัตลักษณ์และขยายฐานการตลาดไปสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งพลังแห่งการผนึกกำลังนี้เองที่จะช่วยรักษาชื่อเสียงและยกระดับทุเรียนไทยให้ครองความเป็นที่หนึ่งในตลาดโลกได้อย่างสง่างามและมั่นคง
ติดตามรายการ “Green Guide – วงสนทนาสีเขียว” ออกอากาศเป็นประจำ ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 08.30 – 08.55 น.
ติดตามรับฟังและรับชมได้ที่:
- วิทยุ: สถานีวิทยุกระจายเสียงเพื่อการเกษตร AM 1386 kHz
- YouTube: AM1386 Radio
- Facebook: AM1386สถานีวิทยุเพื่อการเกษตร
- เว็บไซต์: www.am1386.com
………………………………………
เกษตรสัญจร สื่อเกษตรยุคใหม่ แหล่งข้อมูลสาระที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
รวมเรื่องเด็ด เกษตรกูรู ศูนย์รวมความรู้และเทคนิคการทำเกษตร
ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ :
𝗙𝗮𝗰𝗲𝗯𝗼𝗼𝗸: เกษตรสัญจร
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲: youtube.com/c/Kasetsanjorn
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸: tiktok.com/@kasetsanjorn
𝗦𝗵𝗼𝗽𝗲𝗲: shopee.co.th/kasetsanjorn
𝗟𝗜𝗡𝗘 𝗢𝗳𝗳𝗶𝗰𝗶𝗮𝗹: @kasetsanjorn
𝗕𝗹𝗼𝗰𝗸𝗱𝗶𝘁: blockdit.com/kasetsanjorn/
𝗧𝘄𝗶𝘁𝘁𝗲𝗿: twitter.com/kasetsanjorn/
𝗪𝗲𝗯𝘀𝗶𝘁𝗲: kasetsanjorn.com







