จุดเริ่มต้นในการพัฒนาเครื่องสแกนข้าว


คุณลิฟ ภูวินทร์ คงสวัสดิ์ CEO บริษัท Easy Rice Digital Technology หรือ อีซีไรช์ ดิจิทัล เทคโนโลยี ผู้พัฒนาเครื่องสแกนเมล็ดข้าวอัจฉริยะ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ว่า ถึงแม้ข้าวจะเป็นอาหารหลักของคนไทยมาช้านาน แต่ชาวนาไทยส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้ต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่นที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้มั่นคงและได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีอย่างจริงจัง สิ่งนี้จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เกิดการพัฒนาเครื่องสแกนเมล็ดข้าว เพื่อเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในกระบวนการคัดแยกและตรวจสอบคุณภาพข้าวให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และเป็นมาตรฐานมากขึ้น โดยนำระบบ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และสร้างโอกาสให้เกษตรกรไทยสามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
AI สามารถช่วยเกษตรกรได้ยังไงบ้าง ?


AI สามารถเข้ามาช่วยเกษตรกรได้ในหลายมิติ โดยเฉพาะในภาคการผลิตข้าวซึ่ง “คุณภาพ” คือหัวใจสำคัญของการส่งออก จุดขายของข้าวไทยในตลาดโลกไม่ได้อยู่แค่รสชาติหรือความหอมเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์และความสม่ำเสมอของเมล็ดข้าวด้วย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันกระบวนการคัดแยกและตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในหลายพื้นที่ยังคงอาศัยการพิจารณาด้วยสายตา ซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนและขาดมาตรฐานเดียวกัน
เมื่อคุณภาพของเมล็ดพันธุ์คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพข้าวทั้งระบบ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบที่แม่นยำและได้รับการยอมรับก่อนนำไปใช้ปลูกหรือจำหน่าย เครื่องสแกนเมล็ดข้าวด้วยเทคโนโลยี AI จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยตรง ช่วยวิเคราะห์และแยกสายพันธุ์ข้าว ตรวจสอบคุณภาพเมล็ดได้อย่างมีมาตรฐาน ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผลผลิต และช่วยให้เกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพข้าวได้ตรงจุดมากขึ้น ส่งผลให้ข้าวไทยมีความพร้อมในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
เครื่องสแกนเมล็ดข้าวมีความแม่นยำอย่างไร


เครื่องสแกนเมล็ดข้าวถูกพัฒนาขึ้นจากปัญหาด้านคุณภาพในอุตสาหกรรมข้าว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาและความน่าเชื่อถือของข้าวไทย เครื่องถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายและมีต้นทุนที่เข้าถึงได้ โดยนำเครื่องสแกนเนอร์มาพัฒนาต่อยอดร่วมกับระบบ AI วิธีใช้งานคือวางเมล็ดข้าวลงในเครื่องแล้วปิดฝา ระบบจะทำการสแกนและประมวลผลภายในเวลาประมาณ 3 นาที จากนั้นจะแสดงผลว่าข้าวตัวอย่างมีการปลอมปนสายพันธุ์อื่นมากน้อยเพียงใด รวมถึงประเมินคุณภาพเบื้องต้นว่าข้าวเหมาะกับการนำไปสีหรือไม่ และมีแนวโน้มเกิดข้าวหักมากน้อยแค่ไหน
หัวใจสำคัญของความแม่นยำอยู่ที่ระบบ AI ซึ่งใช้ข้อมูลภาพและลักษณะทางกายภาพของเมล็ดข้าว เช่น รูปร่าง ขนาด สี และพื้นผิว มาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของสายพันธุ์ที่ถูกฝึกไว้ ทำให้สามารถระบุสายพันธุ์ข้าวและสัดส่วนการเจือปนได้อย่างมีมาตรฐาน ลดความคลาดเคลื่อนจากการประเมินด้วยสายตาของมนุษย์ เมื่อใช้เทคโนโลยีนี้จึงช่วยให้การตรวจสอบคุณภาพข้าวมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
เครื่องสแกนเมล็ดข้าวกับผลกระทบต่อราคาข้าวและการตลาด


คุณภาพของข้าว โดยเฉพาะความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาซื้อขายอย่างมาก ยกตัวอย่างข้าวหอมมะลิที่มีราคาสูง หากพบว่ามีการปลอมปนสายพันธุ์อื่น ราคาสามารถลดลงได้เกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง เมื่อข้าวที่มีการปลอมปนถูกนำไปส่งออก ก็อาจทำให้ภาพลักษณ์ของข้าวไทยด้อยลง ถูกเปรียบเทียบและกดราคากับข้าวจากต่างประเทศ
เครื่องสแกนเมล็ดข้าวด้วย AI จึงช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกระบวนการซื้อขาย เพราะสามารถตรวจสอบปัจจัยสำคัญทางคุณภาพได้ครบ ทั้งความชื้น ระดับการปลอมปน และคุณภาพของเมล็ดข้าวโดยรวม ลูกค้าหลักจึงเป็นโรงสีข้าวที่ต้องการควบคุมคุณภาพและรักษามาตรฐานการแข่งขัน รวมถึงวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการเพิ่มความโปร่งใส ลดการถูกกดราคา และสร้างความน่าเชื่อถือในการค้าข้าว ซึ่งปัจจุบันเริ่มได้รับความสนใจจากประเทศในกลุ่มอาเซียนและเอเชีย เช่น อินเดีย เวียดนาม และกัมพูชา ที่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมข้าวด้วยเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน
การพัฒนาเครื่องสแกนข้าวใช้เวลานานมั้ยกว่าจะประสบความสำเร็จ


การพัฒนาเครื่องสแกนเมล็ดข้าวด้วย AI ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทั้งเวลา เงินทุน และความเข้าใจลึกในระบบอุตสาหกรรมข้าว กว่าจะได้เทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคสนาม จำเป็นต้องผ่านการทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 3 ปี โดยเริ่มจากการศึกษาตลาดข้าวทั้งในและต่างประเทศ วิเคราะห์ว่าผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ต้องการข้าวลักษณะแบบใด แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้เป็นโจทย์ในการฝึกระบบ AI เพื่อให้สามารถเข้าใจและวิเคราะห์เมล็ดข้าวได้อย่างแม่นยำ
ในขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้ในวงการข้าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังต้องอาศัยการเรียนรู้จากผู้ใช้งานในภาคจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงสีหรือเกษตรกร เพราะเครื่องมือที่ดีจะมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อผู้ใช้เข้าใจหลักการทำงานและรู้วิธีนำไปใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เปรียบเสมือนการมีคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลได้รวดเร็ว หากผู้ใช้ไม่เรียนรู้และไม่พัฒนาทักษะ การแข่งขันก็ยังคงเสียเปรียบอยู่ดี
นอกจากนี้ AI ยังไม่ได้มีบทบาทแค่ในเรื่องการตรวจสอบคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเร่งกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ข้าว จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปีในการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ สามารถลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 2-3 ปี ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากอย่างเป็นระบบ ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์สามารถคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีศักยภาพได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ได้พันธุ์ข้าวใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น รสชาติดี ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย และช่วยลดต้นทุนการผลิตในภาพรวม ซึ่งหากประเทศใดสามารถพัฒนาสายพันธุ์ข้าวได้ดีกว่า ย่อมได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก และนี่คืออีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ AI เข้ามาช่วยยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทยในระยะยาว
หากสนใจเครื่องสแกนเมล็ดข้าวสามารถติดตามผลงานได้ที่
Facebook : Easy Rice Digital Technology – อีซีไรช์ ดิจิทัล เทคโนโลยี
https://youtu.be/391O29JsNPI?si=UgU-8XOgAvHPZqVx
………………………………………
เกษตรสัญจร สื่อเกษตรยุคใหม่ แหล่งข้อมูลสาระที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
รวมเรื่องเด็ด เกษตรกูรู ศูนย์รวมความรู้และเทคนิคการทำเกษตร
ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ :
𝗙𝗮𝗰𝗲𝗯𝗼𝗼𝗸: เกษตรสัญจร
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲: youtube.com/c/Kasetsanjorn
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸: tiktok.com/@kasetsanjorn
𝗦𝗵𝗼𝗽𝗲𝗲: shopee.co.th/kasetsanjorn
𝗟𝗜𝗡𝗘 𝗢𝗳𝗳𝗶𝗰𝗶𝗮𝗹: @kasetsanjorn
𝗕𝗹𝗼𝗰𝗸𝗱𝗶𝘁: blockdit.com/kasetsanjorn/
𝗧𝘄𝗶𝘁𝘁𝗲𝗿: twitter.com/kasetsanjorn/
𝗪𝗲𝗯𝘀𝗶𝘁𝗲: kasetsanjorn.com







