ในยุคที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกกันว่า “โลกรวน” (Climate Change) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร ทั้งฝนไม่ตกตามฤดูกาล ดินเสื่อมโทรม และศัตรูพืชที่ควบคุมยาก แต่ในวิกฤตนี้กลับมีโอกาสซ่อนอยู่ รายการ Green Guide EP.3 โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้พาไปบุกจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเรียนรู้โมเดลการสร้างรายได้จาก “สมุนไพรไทย” ที่มีมูลค่าการตลาดสูง ปัจจุบันมูลค่าของสมุนไพรไทยพุ่งสูงขึ้นเกือบ แสนล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ยารักษาโรค แต่คือหัวใจสำคัญของการทำเกษตรยั่งยืนที่ช่วยให้เกษตรกรอยู่รอดได้ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ต้นน้ำ พลิกวิกฤต “โลกรวน” ด้วยโมเดลเกษตรผสมผสาน 5 ระดับ


คุณระตะนะ ศรีวรกุล ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลนนทรี อดีตพยาบาลที่หันมาสวมหมวกเกษตรกรอินทรีย์เต็มตัว ได้นำองค์ความรู้เรื่องการจัดการสุขภาพมาประยุกต์ใช้กับการจัดการ สุขภาพดินและน้ำ ผ่านโมเดลปลูกพืช 5 ชั้น หรือ เกษตรผสมผสาน 5 ระดับ ตามแนวทางศาสตร์พระราชา ซึ่งไม่ใช่แค่การปลูกพืชรวมกัน แต่คือการสร้างสังคมพืช ที่เกื้อกูลกันในพื้นที่เดียว โดยแบ่งเป็น


- ชั้นที่ 1 ไม้สูง
เลือกใช้พืชเศรษฐกิจที่มีความสูงและแข็งแรง เช่น ทุเรียน หรือไม้ยืนต้น ทำหน้าที่เป็นปราการด่านหน้าในการลดแรงปะทะของลมพายุ และช่วยกรองแสงแดดที่ร้อนจัดให้กับพืชชั้นล่าง ทำให้พื้นที่ด้านล่างมีอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดวัน
- ชั้นที่ 2-3 ไม้กลางและไม้เตี้ย
เช่น มะละกอ, มะเขือพวง, ส้มโอ หรือไม้ผลอื่นๆ ชั้นนี้จะทำหน้าที่พรางแสงต่อจากไม้สูง และช่วยรักษาระดับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้คงที่ ลดการระเหยของน้ำในดินได้เป็นอย่างดี
- ชั้นที่ 4 พืชเรี่ยดิน
เป็นกลุ่มผักกินใบที่ต้องการแดดรำไร เช่น จิงจูฉ่าย, ผักบุ้ง, ผักกาดหอม หรือสมุนไพรอย่าง ชะพลู พืชกลุ่มนี้จะแผ่ขยายปกคลุมหน้าดินเสมือนเป็นผ้าห่มดินช่วยป้องกันวัชพืชและรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้างเมื่อฝนตกหนัก
- ชั้นที่ 5 พืชหัวใต้ดิน
ชั้นที่เป็นแหล่งรายได้หลักอย่าง ขมิ้นชัน, ไพล และขิง พืชเหล่านี้จะใช้สารอาหารคนละระดับกับพืชชั้นบน ทำให้สามารถเจริญเติบโตได้อย่างอิสระใต้ผิวดิน โดยอาศัยร่มเงาจากชั้นบนช่วยให้ใบเขียวสดและผลิตสารสำคัญได้เข้มข้นกว่าการปลูกกลางแจ้ง


นวัตกรรม “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ลดความเสี่ยงหน้าแล้ง
ไฮไลต์สำคัญที่เน้นย้ำคือ การจัดการน้ำให้มีใช้ตลอดปีด้วยระบบ “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ได้แก่
1. การดึงน้ำส่วนเกินเก็บเข้าคลัง
ในฤดูฝน แทนที่จะปล่อยให้น้ำจากหลังคาบ้านหรือน้ำหลากไหลทิ้งไปอย่างไร้ประโยชน์ จะมีการเดินท่อเพื่อระบายน้ำเหล่านั้นลงสู่บ่อลึกที่ขุดเตรียมไว้ (ระบบปิด)
2. การเติมความชุ่มชื้นแบบกระจายตัว
น้ำที่ถูกเติมลงไปจะค่อยๆ ซึมผ่านชั้นกรวดและทรายลงไปสะสมในชั้นดินระดับลึกและแผ่ขยายออกไปในแนวราบด้านข้าง
3. กลไกการไหลย้อนกลับ
เมื่อถึงหน้าแล้ง ดินชั้นบนจะแห้ง แต่ความชื้นจาก “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ด้านล่างจะค่อยๆ ระเหยและซึมกลับขึ้นมาตามรูพรุนของดิน ทำให้พืชสมุนไพรยังคงได้รับความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ ลดการรดน้ำ และทำให้พืชไม่ต้องเผชิญกับสภาวะเครียด ผลผลิตจึงมีคุณภาพสูงแม้ในฤดูกาลที่แล้งจัด
โมเดลของคุณระตะนะไม่ได้ให้แค่รายได้แต่คือการสร้างความมั่นคงทางอาหารและยา โดยใช้ทรัพยากร น้ำ ดิน และแสงแดด ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกตารางนิ้ว ซึ่งการปลูกสมุนไพรอินทรีย์ในรูปแบบนี้ คือการทำเกษตรมูลค่าสูงที่ใช้ทุนต่ำแต่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะนอกจากจะได้รายได้ที่มั่นคงแล้ว เกษตรกรและครอบครัวยังได้กินอาหารที่ปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
กลางน้ำ ยกระดับมาตรฐานสมุนไพร “จากแปลงปลูกสู่ยารักษาโรค”


คุณสุนทร คูณวัฒน์ หัวหน้างานเกษตรอินทรีย์ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้เน้นย้ำถึง 2 ปัจจัยหลักที่เป็นบรรทัดฐานสำคัญ คือ สรรพคุณทางยาที่ดี และ ความปลอดภัยสูงสุด เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในสมุนไพรไทยอย่างแท้จริง


มาตรฐานความปลอดภัย เริ่มต้นที่ “ดินและน้ำ”
ก่อนที่สมุนไพรจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการผลิตยา ทีมงานผู้เชี่ยวชาญจะลงพื้นที่ตรวจประเมินปัจจัยพื้นฐานอย่างละเอียด
- การวิเคราะห์สารตกค้าง
มีการส่งตัวอย่างดินและน้ำในแปลงปลูกเข้าห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาโลหะหนักและสารเคมีตกค้าง หากพบการปนเปื้อนจะไม่สามารถส่งเสริมให้ปลูกเป็นสมุนไพรยาได้
- เกราะป้องกันมลพิษ
การทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่กลางน้ำต้องมีการสร้างแนวกันชน เพื่อป้องกันสารเคมีจากพื้นที่ข้างเคียงปลิวเข้ามาปนเปื้อนในสมุนไพรยา


ศาสตร์แห่งการเก็บเกี่ยว จังหวะเวลาที่สมบูรณ์แบบ
สมุนไพรไม่ใช่พืชที่เก็บเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องอาศัยองค์ความรู้เรื่องช่วงอายุและฤดูกาลที่เหมาะสม เพื่อให้ได้สารสำคัญสูงสุด สมุนไพรแต่ละชนิดมีช่วงเวลาที่สะสมยาในส่วนต่างๆ แตกต่างกัน เช่น บางชนิดต้องเก็บช่วงออกดอก บางชนิดต้องเก็บในช่วงพักตัว หากเก็บเกี่ยวผิดช่วงเวลา สรรพคุณทางยาอาจลดลงจนไม่สามารถนำมาใช้รักษาโรคได้ผลตามที่ต้องการ รวมถึงกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวต้องรวดเร็วและสะอาด เพื่อรักษาคุณภาพของสารสำคัญไม่ให้สลายไปก่อนถึงโรงงานผลิต
การสร้างความเชื่อมั่น สมุนไพรไทยในระบบสาธารณสุข
ปัจจุบันสมุนไพรไทยได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้น จนสามารถบรรจุลงในรายการยาสามัญประจำโรงพยาบาลได้หลายชนิด
- ยาทดแทนแผนปัจจุบัน
ยาที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจน เช่น ฟ้าทะลายโจร สำหรับโรคทางเดินหายใจ, ขมิ้นชัน สำหรับโรคทางเดินอาหาร และ มะขามป้อม สำหรับอาการไอและเจ็บคอ
- ระบบบัญชียาหลัก
การผลักดันสมุนไพรเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ ช่วยให้แพทย์สามารถสั่งจ่ายสมุนไพรแทนยาเคมีแผนปัจจุบันได้มากขึ้น ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสาธารณสุขไทย
ระบบการผลิตแบบจองโควต้า
เพื่อความมั่นคงของเกษตรกรและคุณภาพที่สม่ำเสมอ ได้ใช้ระบบการจัดการโควต้าการผลิต
- ปลูกตามความต้องการจริง
เกษตรกรในเครือข่ายจะได้รับโควต้าการปลูกที่ชัดเจนตามความต้องการของโรงพยาบาล ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องราคากลางที่ผันผวนหรือผลผลิตล้นตลาด
- การส่งเสริมองค์ความรู้
ทีมงานจะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำเทคนิคการปลูก การดูแลรักษา และการแปรรูปเบื้องต้น เพื่อให้ผลผลิตที่ส่งมอบมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
กระบวนการที่ดูแลโดย สุนทร คูณวัฒน์ และทีมงาน คือการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม สู่ อุตสาหกรรมสุขภาพที่แม่นยำและปลอดภัย ส่งผลให้สมุนไพรไทยไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอดของระบบสาธารณสุขในยุคโลกเปลี่ยนอย่างแท้จริง
ปลายน้ำ “กินอาหารให้เป็นยา” การสร้างมูลค่าและทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค


เชฟป๊อบ อักขราทร ศิลปี ผู้รับหน้าที่แปรรูปวัตถุดิบจากต้นน้ำและกลางน้ำ ได้สะท้อนมุมมองสำคัญในการเปลี่ยนภาพลักษณ์สมุนไพรไทยจากยาขมในหม้อต้มให้กลายเป็น “เมนูสร้างสรรค์” ที่เข้าถึงง่าย โดยชูแนวคิดหลักคือการกินเพื่อป้องกันโรคและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกรอย่างมหาศาล


เปลี่ยนผักพื้นบ้านสู่เมนู Smoothie “ใบหูเสือ” สู้ PM 2.5
เชฟป๊อบนำเสนอวิธีการยกระดับสมุนไพรพื้นบ้านที่หลายคนอาจมองข้ามอย่าง “ใบหูเสือ” ซึ่งมีสรรพคุณโดดเด่นในการบำรุงปอดและฟอกปอด ให้กลายเป็นเครื่องดื่มทันสมัย โดยใช้
- สมูทตี้สมุนไพร
จากใบหูเสือสดที่มีราคาเพียงหลักสิบ เชฟได้นำมาครีเอตเป็น “Smoothie ใบหูเสือ” โดยใช้เทคนิคการจับคู่รสชาติ ผสมกับแอปเปิ้ลเขียว สับปะรด โยเกิร์ต และน้ำผึ้ง เพื่อช่วยลดกลิ่นฉุนและรสสัมผัสที่อาจทานยากสำหรับบางคน
- การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
การแปรรูปนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ทานง่ายขึ้น แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าจากหลักสิบสู่แก้วละ 50-100 บาท ตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องเผชิญกับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ทำให้สมุนไพรกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในการดูแลสุขภาพ


เทรนด์ “กินป้องกันโรค” เมื่อสมุนไพรคือทางเลือกหลัก
เชฟป๊อบชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะหลังยุคโควิด-19 ที่คนหันมาตระหนักถึงพลังของสมุนไพรไทย เช่น
- สมุนไพรลดน้ำตาล เมนูจาก “มะระขี้นก” กำลังเป็นที่ต้องการสูงมากในตลาด เนื่องจากตอบโจทย์กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเชฟทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการปรุงให้สมุนไพรเหล่านี้เป็นเมนูที่อร่อยและทานได้ทุกวัน
- ทางเลือกที่มีผลข้างเคียงน้อย การกินอาหารเป็นยาช่วยลดความกังวลเรื่องผลกระทบต่อร่างกายเมื่อเทียบกับการกินยาเคมีในระยะยาว โดยเชฟจะทำงานร่วมกับแพทย์แผนไทยเพื่อคำนวณสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่ให้สมุนไพรนั้นฉุนหรือมีฤทธิ์แรงเกินไป
อนาคตของสมุนไพรไทยในอุตสาหกรรมอาหารและบริการ
เชฟป๊อบเชื่อมั่นว่าสมุนไพรไทยยังมีศักยภาพที่จะเติบโตไปได้ไกลกว่าเดิม เนื่องจาก ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่แค่แคปซูลหรืออาหารจานหลัก แต่ยังสามารถแทรกซึมไปอยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง, เครื่องดื่มดีท็อกซ์ และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพตั้งแต่หัวจรดเท้า และเมื่อมีการเชื่อมโยงจากต้นน้ำ (เกษตรกรอินทรีย์) และกลางน้ำ (การตรวจมาตรฐานจากโรงพยาบาล) มาถึงปลายน้ำ ทำให้ผู้ปรุงอาหารและผู้บริโภคมั่นใจที่จะเลือกใช้สมุนไพรไทยในการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน


สมุนไพรไทย ทางเลือกที่เป็น “ทางรอด” อย่างยั่งยืน
การเดินทางของสมุนไพรไทยจากแปลงปลูกอินทรีย์สู่เมนูสุขภาพระดับพรีเมียมในรายการ Green Guide EP3 ชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการพาเกษตรกรไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตโลกปรวน คือการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของ ทั้ง 3 ส่วน ได้แก่
- ต้นน้ำ การปรับตัวสู่การปลูกพืช 5 ชั้น จากศาสตร์พระราชา และการบริหารจัดการน้ำใต้ดินที่มั่นคง
- กลางน้ำ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและงานวิจัยที่ทำให้สมุนไพรกลายเป็น “ยา” ที่เชื่อถือได้
- ปลายน้ำ การใช้ความคิดสร้างสรรค์เปลี่ยนสมุนไพรให้เป็นเมนูที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
ความสำเร็จนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าสมุนไพรไทยมีศักยภาพมหาศาลเกินกว่าที่เราเคยคาดคิด ไม่ใช่เพียงแค่พืชประดับสวนหรือยาขมในหม้อต้มอีกต่อไป แต่คือ อุตสาหกรรมสุขภาพที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนค่านิยมให้คนไทยหันมากินอาหารให้เป็นยา เพื่อที่จะไม่ต้องกินยาเป็นอาหารในอนาคต สมุนไพรไทยวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอดีต แต่คือความหวังและโอกาสใหม่ของเกษตรกรไทยที่จะเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์สุขภาพโลกอย่างสง่างามและยั่งยืน
ติดตามรายการ “Green Guide – วงสนทนาสีเขียว” โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ออกอากาศเป็นประจำ ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 08.30 – 08.55 น.
ติดตามรับฟังและรับชมได้ที่:
- วิทยุ: สถานีวิทยุกระจายเสียงเพื่อการเกษตร AM 1386 kHz
- YouTube: AM1386 Radio
- Facebook: AM1386สถานีวิทยุเพื่อการเกษตร
- เว็บไซต์: www.am1386.com
………………………………………
เกษตรสัญจร สื่อเกษตรยุคใหม่ แหล่งข้อมูลสาระที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
รวมเรื่องเด็ด เกษตรกูรู ศูนย์รวมความรู้และเทคนิคการทำเกษตร
ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ :
𝗙𝗮𝗰𝗲𝗯𝗼𝗼𝗸: เกษตรสัญจร
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲: youtube.com/c/Kasetsanjorn
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸: tiktok.com/@kasetsanjorn
𝗦𝗵𝗼𝗽𝗲𝗲: shopee.co.th/kasetsanjorn
𝗟𝗜𝗡𝗘 𝗢𝗳𝗳𝗶𝗰𝗶𝗮𝗹: @kasetsanjorn
𝗕𝗹𝗼𝗰𝗸𝗱𝗶𝘁: blockdit.com/kasetsanjorn/
𝗧𝘄𝗶𝘁𝘁𝗲𝗿: twitter.com/kasetsanjorn/
𝗪𝗲𝗯𝘀𝗶𝘁𝗲: kasetsanjorn.com







